ฝนตกรถติด

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 07:46 น.

โดย..มะกะโรนี

ฝนตกหนักหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร กลายเป็นสถานการณ์ชวนขวัญผวาที่อยู่คู่ชาวกรุง และนับวันก็ยิ่งเลวร้ายลงทุกปี

อาจกล่าวได้ว่า เรื่องนี้เปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายลง จนส่งผลไปถึงเรื่องอื่นๆ ระโยงระยางกระทบไปปัญหาอื่นๆ จากที่เคยซ่อนตัวอยู่ ก็ค่อยๆ ออกมาแสดงตัว จนยากจะคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปหรือจบลงตรงไหน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ อาการขวัญผวาฝนหนักหลังเลิกงาน ได้ถูกเปลี่ยนจากอารมณ์ความรู้สึก เป็นความพยายามปรับตัวให้เข้ากับปัญหาที่ค่อนข้างล้มเหลว จนเริ่มกลายเป็นบุคลิกภาพใหม่ของคนกรุงไปแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้

ในขณะที่คนกรุงในโลกโซเชียลพรั่งพรูความอัดอั้นออกมาเป็นสารพัดข้อความ (ที่ตัดคำหยาบออก) อย่าง “ไม่รอดแล้ว วันนี้พลาด ติดแหง็กอยู่กลางสุขุมวิท” “5 แยกลาดพร้าว-แยกรัชโยธิน ถึงกาลนิ่งสนิท หางแถวสุดลูกหู ลูกตา” “อย่ามาซอย...โชคร้ายจะมาเยือน ท่วมแล้วจมมิดท่อ” “คำแนะนำตอนนี้ คือ นอนออฟฟิศเล่นไปก่อน ค่อยออกตอนเที่ยงคืน หรืออยู่ถึงเช้าเลยเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” “ฝนตกรถติดตามระเบียบ คิวรถตู้ พันรอบเสาหลายรอบ” “โบกแท็กซี่มาชั่วโมงหนึ่งแล้ว ไม่มีคันไหนจอดเลย” “บีทีเอส เอ็มอาร์ที แถวยาวเหยียดไปถึงบันไดชั้นล่าง เหมือนชั่วโมงเร่งด่วนของญี่ปุ่นเลย...”

กรณีที่ยกมา แสดงให้เห็นว่าคนกรุงจำนวนไม่น้อยที่อัดอั้นกับเรื่องนี้ แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อวาระแห่งชาตินี้กลายเป็นปัญหาที่บ่นไปก็เท่านั้น วันต่อๆ ไปก็ต้องก้มหน้าอดทนอยู่กับสิ่งนี้ต่อไป บ่นไปก็รังแต่จะสร้างความรำคาญให้คนรอบข้างเสียเปล่าๆ ยังดีที่มีช่องบ่นผ่านโลกโซเชียล ไม่อย่างนั้นก็คงอึดอัดแย่

นิสัยบ่นกับโลกออนไลน์ จึงกลายเป็นบุคลิกใหม่ที่มาจากความรู้สึกอดรนทนไม่ได้ สภาพจิตใจที่พ่ายแพ้ต้อความยากลำบากจากรถติด ทำให้ทวิตเตอร์ของหลายคนเด้งขึ้นไปอยู่ในโลกออนไลน์ถี่ยิบ ยังไม่นับไปถึงเฟซบุ๊ก และทุกช่องทางเท่าที่มี ฝนตกรถติดนิ่งนาน ลองสังเกตคนรอบข้างบนยานพาหนะทุกชนิด (คงต้องยกเว้นจักรยานยนต์) ต่างก้มหน้าจ้องโทรศัพท์มือถือเท่าที่โอกาสจะอำนวย เห็นแล้วก็สันนิษฐานได้เลยว่า ส่วนใหญ่ไม่เป็นฝ่ายบ่นกับโลกโซเชียลก็กำลังดูคนอื่นบ่น หรือดูอะไรสักอย่างเพื่อฆ่าเวลา หาช่องทางเร่งความรู้สึกที่กำลังถดถอยให้แซงหน้าช่วงเวลาอันน่าอึดอัดนี้ไป

ใครที่ขับรถอยู่ในช่วงเวลาอันสาหัสนี้กลายเป็นคนที่ไม่ตั้งใจบังคับรถอีกต่อไป และดีไม่ดีก็พร้อมที่จะเกรี้ยวกราดใส่รถคันอื่นๆ ที่ขับผิดกฎจราจรหน้าตาเฉยหรือขับได้แย่กว่าตัวเอง ในที่สุดถนนทุกสายก็แทบจะไม่เหลือใครที่ตั้งใจขับรถอีกเลย

ขณะที่ผู้โดยสารรถสาธารณะซึ่งมีอิสระที่จะอยู่กับโลกส่วนตัวบนฝ่ามือมากกว่า ก็เริ่มกลายเป็นคนที่อยู่เฉยๆ นั่งนิ่งๆ ทำสมาธิ อยู่กับตัวเองหรือแค่มองสิ่งรอบข้างได้น้อยลงทุกที ดูมือถืออยู่บนรถที่ไม่แออัดก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไรนัก แต่คนแน่นก็ยังจะควักมือถือมาจมจ่ออยู่กับโลกส่วนตัวนั้น ดีไม่ดีก็ถูกเพื่อร่วมเส้นทาง ร่วมชะตาตีตราว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวเอาได้ง่ายๆ

เชื่อเลยว่าทุกวันนี้ หากท้องฟ้ามืดครึ้ม แค่เพียงบ่ายสองโมงใครที่อยู่ไกลจากที่หมายก็เริ่มวางแผนการเดินทางใหม่ พยายามเลี่ยงจุดที่การจราจรหนาแน่น (ซึ่งก็แทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว) ใครที่การงานยืดหยุ่นเรื่องเวลา ก็หาทางกลับบ้านเร็วเพื่อเลี่ยงวิบากกรรม และกรณีนี้เองที่ทำให้รถติดเร็วขึ้น แค่บ่ายสองก็เริ่มหนาแน่นในหลายเส้นทางแล้ว