
จุดอับเศรษฐกิจถั่วงอก
เศรษฐกิจโต แต่ทำไมเงินในกระเป๋าเหมือนไม่ได้เพิ่มขึ้น
โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เศรษฐกิจโต แต่ทำไมเงินในกระเป๋าเหมือนไม่ได้เพิ่มขึ้น
คำถามนี้เป็นประเด็นที่พูดอย่างมากมาย ที่แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่บรรยากาศไม่คึกคักเอาเสียเลย เงินกระจุก ไม่กระจายตัว
และว่าไปแล้ว สภาพดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
ทุนนิยมเผชิญคำถามใหญ่ ว่าเป็นระบบที่ทำให้ทรัพยากรกระจุกอยู่ในระดับบน
โมเดลทางเศรษฐกิจ เหมือนกับถั่วงอกที่หัวโต ต้นเรียวเล็ก ปลายลีบ
ในสหรัฐอเมริกาดินแดนแห่งทุนนิยมเสรี ก็เกิดความเคลื่อนไหวเพื่อแสวงหาคำตอบ ถึงระบบทุนนิยมถั่วงอกเช่นกัน
วุฒิสมาชิกของสหรัฐ 2 คน ได้แก่ ชัค ชูเมอร์ (Chuck Schumer) และ มาร์ติน ไฮน์ริช (Martin Heinrich) พยายามผลักดันร่างกฎหมายการวัดอัตราการเติบโตทางเศรฐกิจที่แท้จริง
ร่างกฎหมายที่ว่า มีบทบัญญัติสำคัญ คือการให้รัฐบาลจัดทำข้อมูลแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ กระจายไปยังกลุ่มต่างๆ ในสังคมมากน้อยต่างกันเพียงไร
เพราะหากมองเฉพาะตัวเลขทางเศรฐกิจในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เติบโต 4.1% เมื่อไตรมาสก่อน ปรากฏว่าอัตราค่าแรงของคนระดับล่างกลับเติบโตในระดับติดลบเมื่อหักออกด้วยเงินเฟ้อ
ปีที่ผ่านมายังมีผลสำรวจครอบครัวชาวอเมริกัน 40% ต้องดิ้นรนเพื่อแสวงหาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ค่าเช่า ค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ
ปัญหาในสังคมทุนนิยมก็คือเงินหายไป
เงินทวนกระแส ตรงกันข้ามกับน้ำ โดยความมั่งคั่งไหลจากล่างสู่ข้างบน และถูกกักเก็บไว้ไม่ไหลลงมา
ความพยายามมผลักดันกฎหมายดังกล่าวของ 2 วุฒิสมาชิกสหรัฐในครั้งนี้ มีทั้งผู้ตั้งประเด็นคำถามและสนับสนุน
ฝ่ายตั้งคำถามก็คือจะเอาอะไรเป็นตัววัดความเที่ยงตรงและขอบข่ายการเก็บข้อมูล ฯลฯ
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนก็บอกว่า ถึงเวลาต้องคิด ต้องทำกันแล้ว โดยเฉพาะ พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัล โนเบล ก็ยกมือเอาด้วย
ประเด็นของครุกแมน คือ เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญปัญหาการกระจุกตัวอย่างแท้จริง โดยตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา การเติบโตทางเศรษฐกิจกับรายได้ส่วนบุคคลเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน
หากนับเฉพาะค่าแรงของแรงงานของผู้หญิงระดับกลางในปัจจุบัน ถ้าหักเงินเฟ้อจะพบว่าอัตราค่าแรงที่ได้รับกลับน้อยกว่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาเสียด้วยซ้ำ
ส่วนกลุ่มที่รายได้เพิ่มมากสุด คือ ซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่รายได้ต่างจากค่าแรงระดับกลางถึง 270 เท่า และเพิ่มขึ้นถึง 27 เท่าจากปี 1980
ทั้งหมดคือความจำเป็นต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นอเมริกันหรือไทย
อย่าปล่อยให้เศรษฐกิจถั่วงอก โตแต่หัวอย่างเดียวไปนานๆ เพราะสุดท้ายมันจะโตจนหัวระเบิด
แล้วสังคมจะเกิดแรงเหวี่ยง หันหนีไปอยู่อีกข้างของทุนนิยม







