
หยุดตัวเลขคนตาย
ภาวะโรคหัวใจหยุดเต้นภัยเงียบที่คนไทยต้องเผชิญ ถือเป็นสาเหตุการตายติด 1 ใน 3 ของสาเหตุที่การตายของประชาชน
โดย..สลาตัน
ภาวะโรคหัวใจหยุดเต้นภัยเงียบที่คนไทยต้องเผชิญ หลายคนเสี่ยงและเป็นโรคหัวใจจำนวนไม่น้อย ที่สำคัญไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยหรือผู้ใหญ่ แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศวัย ล้วนมีความเสี่ยงเฉลี่ยเท่ากันหมด หลายครั้งเรามักเห็นข่าวคนหมดสติในที่สาธารณะ แม้ว่าจะมีการปฐมพยาบาลในเบื้องต้นก็ตาม
ถ้าหากในพื้นที่สาธารณะตรงจุดนั้นมีเครื่องปั๊มหัวใจติดตั้งอยู่คงช่วยหยุดตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ไม่น้อย บังเอิญไปพบข้อมูลมาว่าปัญหาที่ประชาชนเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับประชาชนทุกคนทุกเพศทุกวัย ถือเป็นสาเหตุการตายติด 1 ใน 3 ของสาเหตุที่การตายของประชาชน เนื่องจากเมื่อเกิดอาการขึ้นหากไม่ได้รับการช่วยเหลือในการปั๊มหัวใจภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
ทุกวันนี้สถิติของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว นับจากประชากรทั้งหมดของประเทศเรา จะแฝงไปด้วยผู้ป่วยโรคนี้อยู่ 1 เปอร์เซ็นต์ เรียกง่ายๆ คือ ถ้าตอนนี้มีในไทยมีทั้งหมด 60 กว่าล้านคน ก็จะมีผู้ป่วยในภาวะนี้ถึง 1 ล้านคน โดยถ้าในจำนวนนั้นเป็นผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป จะมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้ป่วยถึง 30 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องเข้ารับการรักษาซ้ำอีก หลังแอดมิดเข้าโรงพยาบาลครั้งแรก ทั้งยังมีแนวโน้มว่าตัวเลขจะสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
แต่หากภายในเวลาไม่เกิน 3 นาที มีการปั๊มหัวใจอย่างถูกต้องต่อเนื่อง ก็จะสามารถช่วยเหลือให้บุคคลนั้นๆ มีโอกาสรอดชีวิตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เห็นจำนวนเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตแล้วถ้ามีเงินล้นถังจะขอซื้อบริจาคติดตั้งในพื้นที่เสี่ยง หรือจุดที่มีผู้คนพลุกพล่านน่าจะมีประโยชน์ไม่น้อย
เรื่องทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) เองมีการวางแนวทางการติดตั้งเครื่องมือกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AutomatedExternal Defibrillator) หรือ เครื่องเออีดีในพื้นที่ต่างๆ เพื่อจะช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะดังกล่าวให้มีโอกาสรอดชีวิตมากยิ่งกว่าการช่วยเหลือโดยการปั๊มหัวใจด้วยมือ
โดย กทม.ได้มอบให้ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) สำนักการแพทย์เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติรวมจำนวน 200 เครื่อง งบประมาณรวมกว่า 16 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ กทม.ได้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ส่วนจะนำไปติดตั้งตรงจุดใดทาง กทม.คงจะพิจารณาอย่างเหมาะสมต่อไป
นอกจากเครื่องมือทันสมัยแล้ว ทักษะการปฏิบัติถือว่าสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเครื่องช่วยปั๊มหัวใจ ทาง กทม.เองจึงการเปิดโครงการฝึกอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) โดยศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) สำนักการแพทย์ (สนพ.) ได้จัดอบรมโครงการนี้ขึ้นให้กับโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด กทม. 9 แห่งใน กทม. โดยแบ่งการอบรมเป็น 45 รุ่น รวมทั้งสิ้น 3,080 คน ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือน ธ.ค.
ถ้าเราเจอคนล้ม เราจะมีเวลาแค่ 4 นาทีในการช่วยชีวิตเขา ซึ่งเวลานั้นเราต้องมีเครื่อง AED และภายในเวลาที่มีนี้ เราจะต้องติดเครื่องและทำตามขั้นตอนให้เสร็จสิ้น เราจึงจะสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แต่ทั้งนี้เราก็ต้องทำ CPR เป็น และรู้วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้องด้วย แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่นั้น ยังสามารถทำ CPR ได้น้อย และไม่กล้าที่จะช่วยชีวิตคน ซึ่งทางที่ดีเราควรจะเรียนรู้ไว้
อย่ามองว่าเรื่องเหล่านี้ไกลตัวเด็ดขาด แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ยังไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า โรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด คงทำได้เพียงป้องกันเพื่อหยุดอัตราเสี่ยงการเสียชีวิตน่าจะดีที่สุด







