
สกุลเงินท้องถิ่น CLMV
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2561 ผมได้รับเชิญจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ไปบรรยายใน "งานสัมมนาการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น" ซึ่งจัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย หัวข้อที่ผมได้ร่วมบรรยายกับวิทยากรท่านอื่นๆ เป็นเรื่อง "เงินสกุลท้องถิ่น ช่วยลดต้นทุนในการซื้อขายระหว่างประเทศได้อย่างไร" ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจมากครับ
แต่ผมเลือกที่จะพูดถึงสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศ CLMV กับเงินบาทเท่านั้น เพราะ 1.CLMV มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โตอย่างรวดเร็วมาก และในอนาคตก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า "ยังคงโตอย่างโตเนื่อง" อย่างแน่นอน ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา (1999-2016) GDP ของ CLMV ขยายตัว 7.5% สูงกว่า GDP อาเซียนที่ขยายตัวเพียง 5% และในปี 2020 รายงานของ OECD คาดว่า GDP ของ CLMV ขยายตัว 7% โตกว่าอาเซียนเก่าที่โตเพียง 4% 2.ปัจจุบันประเทศไทยก็ให้ความสำคัญกับ "CLMVT" มาก ซึ่งเป้าหมายเพื่อร่วมมือกันยกระดับการพัฒนาด้วยกันทั้ง 5 ประเทศ 3.สกุลของ CLMV ผูกติดไปกับเงินดอลลาร์ ย่อมเกิดความเสี่ยงและไม่แน่นอน เช่น ก่อนและหลังวันที่ 6 ก.ค. 2561 (วันที่เริ่มสงครามการค้าของทรัมป์) สกุลเงิน CLMV เทียบกับดอลลาร์ อ่อนไปแล้ว 2% โดยเงินจ๊าดเมียนมาอ่อนมากสุด 5% (เทียบเงินบาทและหยวนอ่อน 3%) และอาเซียนอ่อนไป 3%
คำถามที่สำคัญที่ต้องคิดกันต่อไปและก็เกิดขึ้นมากมายที่สำคัญคือ "ในอนาคตเงินสกุลท้องถิ่นใดจะเข้ามามีบทบาทใน CLMV"
แต่การที่จะตอบว่า "เงินสกุลท้องถิ่น ช่วยลดต้นทุนในการซื้อขายระหว่างประเทศได้อย่างไร?" ผมคิดว่าถ้าใช้เงินสกุลท้องถิ่นของอาเซียนเก่ากับไทยจะช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจได้อย่างแน่นอน เพราะสกุลเงินของอาเซียนเก่าค่อนข้างมีเสถียรภาพและมีอัตราทางการเดียว เมื่อปี 2559 มีการเซ็น MOU ธนาคารแห่งประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย จัดทำกลไกการชำระเงินบาท-รูเปียห์-ริงกิต เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินดอลลาร์ แต่สำหรับในกลุ่มประเทศ CLMV นั้นยังเป็นอีกภาพหนึ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประเทศในอาเซียนเก่า
ผมขอเริ่มจากประเทศเมียนมาก่อนครับ การวิเคราะห์เรื่องนี้ ต้องแบ่งออกเป็นสกุลเงินที่ใช้ในประเทศในเมืองใหญ่ของเมียนมาอย่าง "ย่างกุ้ง" สกุลเงินที่คนเมียนมาถือคือ ดอลลาร์ร้อยละ 80 และร้อยละ 20 เป็นเงินจ๊าด (Kyat) ส่วนชายแดนมีการค้าขายกันส่วนใหญ่ถือเงินบาทร้อยละ 80 และจ๊าดร้อยละ 20 ซึ่งหากเราทำการค้าขายกับเมียนมาเราจะใช้เงินดอลลาร์กับบาทเป็นหลัก ความเสี่ยงจากการผันผวนก็ขึ้นกับสองสกุลนี้ และหากตามแนวชายแดน ความเสี่ยงก็จะไปอยู่ที่เงินบาทกับเงินจ๊าด
มาถึงคำถามว่า "เงินสกุลท้องถิ่นของ CLMV ช่วยลดต้นทุนในการซื้อขายระหว่างประเทศได้อย่างไร" ผมคิดว่าการค้าชายแดนจะช่วยลดต้นทุนแน่นอน แต่ในเมืองเศรษฐกิจใหญ่ของเมียนมา ไม่น่าจะมีผลที่จะใช้เงินบาทหรือจ๊าด เพราะธุรกิจใหญ่ๆ ของเมียนมา ถือเงินดอลลาร์และออมเป็นดอลลาร์มากกว่า สำหรับการค้าชายแดนหากมีการใช้เงินจ๊าดและบาทอย่างกว้างขวางในชายแดน
สำหรับ สปป.ลาว มีสัดส่วนการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ สูงที่สุด 70% รองลงมาเป็นเงินบาท แต่จากการที่นักลงทุนจีนเข้ามาทำธุรกิจใน สปป.ลาว บทบาทเงินหยวนเริ่มเข้ามาใช้แวดวงเฉพาะนักธุรกิจจีน ผมประเมินว่าเงินสกุลท้องถิ่นของ CLMV ที่เกิดขึ้นในอนาคตผมคิดว่าจะเป็น "เงินหยวนกับเงินบาทไทย" จะเข้ามาแทนดอลลาร์ด้วยเหตุผลจีนมีนโยบาย "One Belt One Road : OBOR" ของจีนที่จะมีผลต่อการค้าและ FDI ใน CLMV ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าจาก CLMV เพิ่มขึ้น 70% (ปี 2012-17 : 18,529 เป็น 46,357 ล้านดอลลาร์) อีก 5 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านดอลลาร์
จีนส่งออกไปยัง CLMV เพิ่มขึ้น 100% (ปี 2012-17 : 43,538 เป็น 86,544 ล้านดอลลาร์) FDI ปี 2016 ของจีนใน สปป.ลาว สัดส่วน 70% ของ FDI ทั้งหมด FDI จีนในกัมพูชาลดลงจาก 30% เหลือ 20% ในปี 2016 แต่คาดว่าในปี 2018 FDI จีนกลับไปอยู่อันดับที่หนึ่งในกัมพูชา ส่วน ในเมียนมาลดลงอย่างมากถูกแทนที่โดยการลงทุนของอาเซียน สำหรับเงินบาทของไทยยังเป็นที่นิยมซื้อขายสินค้าตามแนวชายแดนอยู่ในปัจจุบัน







