อย่าให้ทนเลย

วันที่ 18 มิ.ย. 2561 เวลา 10:45 น.
โดย...ทองพระราม

เรียกเสียงเกรียวกราวไม่น้อยสำหรับวงเสวนาคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 69 ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “อนาคตประชาธิปไตยไทย : ข้ามพ้น กับดัก ความหวัง” เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา

เนื่องด้วยเพราะมีวิทยาการน่าสนใจเข้าร่วมมากมาย ไล่เรียงตั้งแต่ จาตุรนต์ ฉายแสง ตัวแทนพรรคเพื่อไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

ทว่า ที่เรียกเสียงกรี๊ดไม่น้อยคงหนีไม่พ้น ไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ในฐานะศิษย์เก่าสิงห์แดง ที่ได้มาสะท้อนแนวคิดผ่านการเสวนาดังกล่าว ได้อย่างสะท้านหัวใจ

โดยระบุตอนหนึ่งว่า “ส่วนตัวเห็นว่าเราจะเข้าสู่โหมดนิติรัฐ เราจะเป็นสังคมที่ใช้กฎหมาย วันข้างหน้ากฎหมายก็ถอยไม่ได้ กฎระเบียบต่างๆ ก็ออกมาหมดแล้ว อีก 5 ปีข้างหน้า เขาวางให้ สว.มาคุม สังคมไทยเราจะเดินไปได้ แม้จะไม่ถูกใจใคร แต่จะเดินไปได้ และคิดว่าทุกอย่างต้องเดินหน้าไปตามรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ เราต้องเริ่มประชาธิปไตยที่แท้จริงจากในพรรคการเมืองด้วย กฎระเบียบที่ออกมานั้นจะทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคเกิดการปฏิรูป และได้พรรคการเมืองที่ดีขึ้น ขอให้ท่านทนไป 5 ปี และเมื่อท่านทนได้แล้วท่านจะชอบ”

นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ได้สะท้อนกับวงเสวนา ประเด็นดังกล่าวต้องถามมุมกลับว่าประชาชนคนไทย จำเป็นต้องทนตามที่ระบุหรือไม่อย่างไร

แน่นอนว่าความคิดในเรื่องของประชาธิปไตย อาจมีความเห็นแย้งหรือต่างก็ได้ แต่ทำไมจำต้องให้ทน ในเมื่อประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

อย่าลืมว่าการปกครองลักษณะนี้ถูกเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ทำไมถึงต้องให้ยอมรับการปกครองที่อาจดูเหมือนดี แต่ท้ายสุดไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันควรจะเป็น

แม้จะเข้าใจได้ว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศตกอยู่ในหลุมดำการเมือง อันเนื่องมาจากคนเรียกตัวเองว่าผู้แทนปวงชนชาวไทย เข้าไปใช้อำนาจโดยไม่ได้คิดถึงประชาชนคอยตักตวงแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋า

ทว่า การจะให้ทนในระบอบแบบนี้ เพียงเพราะต้องการพาประเทศให้หลุดจากกับดักเดิม ด้วยวิถีไม่ใช่ประเทศอันเจริญแล้วควรกระทำ อย่างนั้นจำเป็นต้องทนด้วยหรือไม่อย่างไร หรือควรมีวีถีทางออกอันเหมาะและควรกว่านี้ได้หรือไม่ เพื่อให้สมกับประเทศที่นานาชาติต่างจับตารอคอยหวังให้กลับคืนสู่ประชาธิปไตย

หากท่านจะชอบก็คงไม่ติดขัดอะไร แต่ถ้าบอกให้ใครหลายคนเห็นคล้อยตามกับการอดทนแล้วจะชอบเอง เห็นทีบ้านเมืองคงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรต่อจากนี้

แต่ถ้านี่เป็นแนวคิดเพื่อหวังให้บ้านเมืองสงบแล้วรอการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืนแบบประชาธิปไตย อันนี้ก็พอทำเนาได้ หากให้กัดฟันทนรอช่วงเวลาบางประการแล้วละก็ ก็คงยากเกินไปให้ทำใจยอมรับได้

ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ได้ตัดสินใจว่าควรจะทนต่อไปหรือไม่ เพราะนักการเมืองอยู่แล้วก็จากไป

ต่างจากบ้านเมืองอยู่แล้วอยู่เลย ไม่ได้หายไปไหน จึงควรปล่อยให้เจ้าของประเทศเป็นผู้กำหนดทิศทางและชะตาชีวิต ว่าอยากให้บ้านเมืองเป็นเช่นไร เพราะอย่าลืมว่าการอดทนของคนเรานั้นมีขีดจำกัด ชนิดยากเกินลึกหยั่งถึง