ต่อยอด

  • วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 10:04 น.

โดย...นาย ป.

ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกตัวเสมอว่าทุกนโยบายที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดออกมาอัดฉีดเม็ดเงินเอาใจพี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าทุกนโยบายไม่ใช่ประชานิยมที่หวังผลทางการเมืองโดยไม่สนใจผลกระทบทางการเงินการคลังที่จะตามมาทำให้รัฐบาลเป็นหนี้หลังแอ่น แต่ยุครัฐบาลนี้ต่อยอด ขยายผลความสำเร็จจนเกิดเป็นนโยบาย “ประชารัฐ” โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน การรับผิดชอบร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ทำให้เกิดสามประสาน โดยทุกนโยบายไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นโยบายที่รัฐบาลอ้างถึงผลสำเร็จในการต่อยอดคือ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง นับเป็นไม้เด็ดทางการเมืองในการกวาดคะแนนเสียงชาวบ้านของรัฐบาลในอดีต สิ่งที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงแนวทางสืบทอดนั้น คือเม็ดเงินที่รัฐบาล คสช.ทุ่มลงไปตั้งแต่ยึดอำนาจแต่ละปีนับหมื่นล้านบาท ล่าสุดปี 2561 ยังไม่ถึงกลางปี รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มไปแล้ว2 หมื่นล้านบาท กองทุนหมู่บ้านละไม่เกิน 3 แสนบาท เน้นนำไปประกอบอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ แต่จะต้องอยู่ภายใต้แนวทางประชารัฐ และโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้

เจ้าภาพหลักในการดำเนินการยังคงเป็นหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เป็นมือเป็นไม้สำคัญให้รัฐบาลในการเดินโครงการต่างๆ ในรูปแบบผ่านเวทีประชาคม ดึงผู้นำชุมชน ชาวบ้าน หัวหน้าส่วนราชการโดยเป็นการมาร่วมคิดและร่วมตัดสินใจว่าแต่ละหมู่บ้านหรือชุมชนจะทำโครงการใด เช่น ขุดบ่อน้ำ ซ่อมแซมถนน สร้างลานมันสำปะหลัง จัดซื้อเครื่องมือการเกษตร หรือเครื่องสีข้าวขนาดเล็กในชุมชน เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่แปลกทุกครั้งที่ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ จะย้ำว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้หาเสียง แต่จะต่อยอด ขยายผลให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านฯ มีทั้งสิ้น 79,593 กองทุน สมาชิกประมาณ 13 ล้านคน สามารถยกระดับขึ้นเป็นสถาบันการเงินชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 2,560 แห่ง มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 3 แสนล้านบาท ตามนโยบายประชารัฐ รัฐบาลยกระดับให้กองทุนหมู่บ้านฯ เป็นนโยบายสำคัญ เนื่องจากตอบโจทย์ เป็นแหล่งเงินทุนให้ประชาชนสามารถทำมาหากิน มีเงินทุนเพื่อการผลิตและนำสินค้าไปเสนอขายในช่องทางต่างๆ ได้ 

ยิ่งล่าสุดรัฐบาลเตรียมจัดมหกรรมการแสดงผลงานของโครงการกองทุนหมู่บ้านฯ ตามแนวทางประชารัฐ และไทยนิยมยั่งยืน ระหว่างเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ เพื่อโชว์ออฟว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีที่นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศได้เทงบประมาณเอาใจพี่น้องระดับฐานรากไปมากขนาดไหน เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านฯ ทำหน้าที่กึ่งๆ หัวคะแนนฐานเสียงทางการเมืองให้รัฐบาลผ่านเวทีประชาคมในการถ่ายทอดนโยบายรัฐบาลลงพื้นที่ได้รวดเร็วที่สุดแบบถึงเนื้อถึงตัวชาวบ้านโดยตรง คิดง่ายๆ ภาคอีสานฐานเสียงสำคัญทางการเมือง เพียงแค่ภาคเดียวมี 20 จังหวัด มีจำนวนกองทุนหมู่บ้านฯ 34,108 กองทุน คิดเป็น 42% ของกองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศ ดังนั้นเฉพาะแค่ภาคอีสานภาคเดียว มีสมาชิกกองทุน 5.5 ล้านคน จึงอาจกล่าวได้ว่าภาคอีสานเป็นภาคที่ได้รับอานิสงส์มากที่สุด 

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เกือบ 4 ปีรัฐบาลจัดงบไปเกือบแสนล้านบาท เพราะได้ช่วยให้คนจนได้เข้าถึงแหล่งทุน กระตุ้นการใช้จ่ายในภาคชนบท แถมได้คะแนนเสียงไปด้วยในตัว มีหรือรัฐบาลท็อปบู๊ตจะไม่ต่อยอดมาเป็นไม้เด็ดทางการเมืองเรียกคะแนนเสียงให้กับรัฐบาล