
ภาครัฐกำลังจะตกงาน?
ภาครัฐในฐานะมือที่สามในโลกทุนนิยมที่มักจะเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาด เพื่อสร้างสมดุลในการบริหารจัดการเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศที่จะต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งทางตรงและทั้งอ้อม
โดย...พสุ ศรีหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช.
ภาครัฐในฐานะมือที่สามในโลกทุนนิยมที่มักจะเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาด เพื่อสร้างสมดุลในการบริหารจัดการเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศที่จะต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งทางตรงและทั้งอ้อม การบริโภคที่มากขึ้นในกิจการหนึ่ง ในทางตรงอาจจะส่งผลให้อีกกิจการหนึ่งต้องปิดตัวลงไปและในทางอ้อมจะมีคนตกงานจากกิจการที่ปิดตัวนั้น ก็เป็นอีกผลกระทบที่ภาครัฐจะต้องคำนึงถึง
ด้วยความที่ภาครัฐต้องคำนึงถึงผลกระทบเช่นนี้ ทำให้นโยบายภาครัฐมักจะไม่สามารถปรับให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีที่จะกำลังเข้าไปทำลายล้างโครงสร้างของกิจการเดิมๆ (Disruptive Technology) ในฐานะคนทั่วไปการใช้เทคโนโลยีย่อมทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ในฐานะภาครัฐจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมด้วย ไม่ว่าจะเรื่องการจ้างงาน ภาษี เงินเฟ้อ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ภาครัฐมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของภาคเอกชน
ตัวอย่างวิธีการพื้นฐานที่ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดก็คือ การจำกัดปริมาณของผู้ขาย (อุปทาน:Supply) หรือปริมาณของผู้ซื้อ (อุปสงค์:Demand) ของสินค้าหรือบริการบางชนิด ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้เล่นในตลาดทุกราย ได้รับการจัดสรรผลประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม
เช่น การให้ใบอนุญาตการขับรถแท็กซี่ จริงอยู่ว่าหนึ่งในเหตุผลหลักคือการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการ แต่อีกเหตุผลหนึ่งของแนวคิดเรื่องใบอนุญาตก็คือการจำกัดจำนวนอุปทาน ซึ่งในที่นี้คือการจำกัดจำนวนแท็กซี่
ข้อดีของการจำกัดปริมาณรถแท็กซี่คือการรับประกันว่าผู้ขับรถแท็กซี่สามารถมีรายได้เพียงพอกับการเลี้ยงชีพ ลองคิดดูว่าหากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดอาจจะทำให้จำนวนแท็กซี่มีมากจนทำให้ผู้ขับแท็กซี่ไม่สามารถหารายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพได้
ในทางกลับกันหากในบางช่วงที่มีปริมาณความต้องการแท็กซี่มากกว่าปกติ ก็จะทำให้ปริมาณรถแท็กซี่ไม่เพียงพอต่อการใช้งานได้ และนี่คือปัญหาสำคัญของการแทรกแซงตลาดผ่านกลไกใบอนุญาต เพราะกระบวนการให้ใบอนุญาตของภาครัฐไม่มีทางที่ปรับตัวไปเท่าทันกับความต้องการที่แท้จริงของตลาดได้
ภาคเอกชนอย่างบริการ UBER เห็นช่องว่างนี้ จึงได้ใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานของแท็กซี่ แทนที่ระบบใบอนุญาตของภาครัฐ โดยการที่เปิดให้ใครก็ได้สามารถเข้ามาให้บริการแท็กซี่ ทำให้ปริมาณรถแท็กซี่มีจำนวนไม่จำกัด หากมีความต้องการใช้บริการมาก ระบบจะปรับราคาเพื่อเพิ่มปริมาณผู้ขายเข้าสู่ตลาดในทันที ทำให้ตลาดการให้บริการแท็กซี่เข้าสู่สมดุลอย่างรวดเร็ว UBER จึงได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี
บริการ UBER ในฐานะผู้ใช้งานทั่วไปก็ถือว่าเป็นการยกระดับบริการให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ในมุมของภาครัฐแล้วบริการ UBER กำลังจะส่งผลกระทบทางอ้อมกับเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เพราะ UBER ทำให้คนขับแท็กซี่ในระบบขาดรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาที่อาจจะตามมาอีกหลายประการ
UBER เสมือนคลื่นลูกแรกที่จะส่งผลกระทบต่อบทบาทของภาครัฐในฐานะมือที่สามในโลกทุนนิยมที่คอยรักษาสมดุลในระบบเศรษฐกิจภาพรวม แต่วันนี้กลับถูกแทนที่โดยภาคเอกชนที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการได้มีประสิทธิภาพมากกว่าหลายเท่า และอย่าลืมว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่จะมีผลกระทบมากกว่าบริการแท็กซี่ที่ภาครัฐกำลังถูกท้าทายในประเด็นทำนองนี้ อาทิ เงินสกุลดิจิทัล (Cryptocurrency) เป็นต้น
ภาครัฐจำเป็นต้องปรับบทบาทใหม่เพื่อให้สามารถยังคงทำหน้าที่ในการสร้างสมดุลเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ในขณะที่กำลังถูกรุกคืบจากภาคเอกชนที่นับวันจะพยายามลดบทบาทของรัฐลงไปทุกที







