ประชาชนคือผู้ตัดสิน

วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.
โดย...ทองพระราม

ปี่กลองการเมืองเริ่มต้นโหมโรงบรรเลงเป็นจังหวะ หลังจากกฎหมายลูก4 ฉบับซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้ผ่านพ้นจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จบครบท่วงทำนอง

จากนี้เหลือเพียงหวังแค่สมาชิก สนช. จะไม่รวมตัวยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภาว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งถ้าดูจากท่าทีของ สนช.ในเวลานี้ก็มีความเป็นไปได้น้อยที่เรื่องจะถึงศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระแสข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่าเกิดเสียงแตกของ สนช. แบ่งออกเป็นสองส่วนก็ตาม

เมื่อดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพรวมแล้วยังพอให้เห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นช่วงต้นปี 2562 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้สัญญาประชาคมไว้เมื่อไม่นานมานี้

หากจับสัญญาณดังกล่าวแน่นอนว่าคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง เว้นเสียแต่มีปัญหาให้เกิดอุบัติเหตุที่นำไปสู่เหตุบางอย่างจนทำการเลือกตั้งเลื่อนออกไปอีก จึงยังเป็นเรื่องต้องจับตาแบบห้ามกะพริบว่าเรื่องนี้จะเป็นไปตามโรดแมป หรือถูกทอดห้วงเวลาออกไปอีก

แต่ผมเองเชื่อลึกๆ ว่า หากรัฐขยายเวลาออกไปอีกย่อมส่งแรงเสียดทาน

เหตุที่เชื่อเช่นนั้นเพราะเวลานี้ได้เกิดบรรยากาศทางการเมืองที่นำไปสู่การเลือกตั้ง โดยเฉพาะการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เปิดให้กลุ่มการเมืองเข้าจดแจ้งเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา อันเป็นการฉายภาพบรรยากาศที่หลายฝ่ายต่างตั้งตารอ

ภาพที่อออกมาเห็นได้ว่าการเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามาถึงทุกขณะ หากรัฐมัวมาประวิงเหมือนที่ผ่านๆ มาอีก ย่อมทำให้นานาอารยประเทศอันเป็นมิตรเริ่มส่งสายตาในทางไม่ดีอีกว่าประเทศไทยจะเอาอย่างไรกันแน่

มองกันที่ความรู้สึกของประชาชนต่อการเมืองในประเทศไทยที่สะท้อนผ่านโพลหลายสำนัก เช่น สวนดุสิตโพล ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน “ประชาชนคาดหวังอะไร? ต่อพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่”

พบว่าประชาชนต้องการพรรคการเมืองมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง 48.30% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ 43.98% ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ของประชาชน คือต้องการพรรคการเมืองที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำเพื่อส่วนรวม พัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ 51.78% หวังว่าพรรคการเมืองใหม่จะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน เพราะเป็นผู้แทนของประชาชน เป็นปากเสียง น่าจะมีศักยภาพ มีความสามารถในการทำงาน ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและนโยบายในการทำงาน

แม้เข้าใจถึงเจตนารัฐบาลอันต้องการเขย่าตะกอนที่ติดร่องตะแกรงให้เบาบางหมดจด ก่อนปล่อยให้การเมืองเดินหน้าตามครรลอง แต่หากช้าไปนานวันอาจทำให้หลายส่วนติดหล่ม

ยิ่งเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐแม้ใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงเพื่อทำให้เรื่องนี้กลับมาดี แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังทำให้ฟื้นในทิศทางบวกได้ยาก เนื่องด้วยปัจจัยโลกที่แปรผันไปอย่างรวดเร็ว

มาถึงตรงนี้อาจเรียกได้ว่าปัญหาของบ้านเมืองกำลังมาถึงจุดที่ต้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาสานต่อ

รัฐบาลในอนาคตจะมาจากประชาชนที่เป็นผู้เลือกและผู้ตัดสิน เสียงของประชาชนในทางการเมืองยังคงเป็นเสียงสวรรค์อยู่เสมอ

หากผู้มีอำนาจบางคนยังรู้สึกไม่สบายใจต่อปัญหาบ้านเมืองและยังอยากทำงานต่อ ก็อาศัยการเลือกตั้งเพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินก็ไม่ได้เสียหายอะไร