
มรดกศาสตร์พระราชา
สินค้าที่ได้เครื่องหมายรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI-Geographical Indication เปรียบเหมือนตะเกียงวิเศษ
โดย... ณ กาฬ เลาหะวิไลย
สินค้าที่ได้เครื่องหมายรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI-Geographical Indication เปรียบเหมือนตะเกียงวิเศษ ที่ไม่เอามาขัดถูเพื่อให้เกิดยักษ์ที่มีมนตราวิเศษบันดาลทุกสรรพสิ่งปรากฏกายออกมา
หลายประเทศในโลกใบนี้ ทำการส่งเสริมสินค้าของกินของใช้ที่ได้ GI เป็นของระดับพรีเมียม สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะเป็นสินค้ามีเอกลักษณ์ มีเรื่องราวขายได้ แต่ในเมืองไทยทำกันกระท่อนกระแท่น
ถ้าจะส่งเสริมสินค้าที่ได้ GI อย่างแรก ต้องเปลี่ยนชื่อเรียก เพราะน้อยคนจะรู้จัก GI ยิ่งศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือคำแปลภาษาไทย ก็ต้องแปลไทยเป็นไทยอีก
คำที่น่าจะใช้ต้องกินความสั้นๆ ง่ายๆ อาทิ สินค้าพิเศษเฉพาะถิ่น
จากนั้นขั้นต่อไปเป็นการเชื่อมโยง สร้างความแข็งแรงให้กับภายใน
สิ่งสำคัญคือเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวในประเทศ ไทยเที่ยวไทยต้องชูเอาสินค้าพิเศษเฉพาะถิ่นขึ้นมาเป็นจุดขายด้วย ใครไปเที่ยวที่ไหน ก็ไปช็อปสินค้าพิเศษที่นั่น ไม่เช่นนั้นถือว่าไปไม่ถึง ให้รู้กันทั่ว
ถัดมาวิธีการสรรหาสินค้าต้องเปลี่ยน จากที่เปิดให้ยื่นขอขึ้นทะเบียน ก็ต้องกำหนดให้บรรดาพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ดั้นด้นค้นหาสินค้าพิเศษเฉพาะถิ่นมาเสนอขึ้นทะเบียน เพื่อให้มีสินค้าที่มากขึ้น หลากหลายขึ้น จากในปัจจุบันสินค้าพิเศษเฉพาะถิ่นยังมีไม่ครบทุกจังหวัดเลย
เมื่อเชื่อมโยงภายในแล้ว ระดับไปก็ต้องต่อยอดตลาดต่างประเทศ
ที่หนีไม่พ้นก็คือการท่องเที่ยวอีกนั่นแหละ ต้องส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน และกลุ่มที่มีเงิน
เอาเฉพาะถ้าคนจีนกินส้มโอขาวใหญ่คนละลูก หรือซื้อผ้าไหมมัดหมี่บุรีรัมย์คนละผืน ก็ผลิตไม่ทันถึงขั้นบ้ากันไปข้างแล้ว
ช่องทางที่เปิดถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น รายการโทรทัศน์ในสายการบิน หนังสือในสายการบิน ต้องหาพื้นที่แนะนำสินค้าพิเศษ ด้วยภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ส่งเสริมหลากรูปแบบด้วยเว็บไซต์ ฯลฯ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็ต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมสินค้าพิเศษเฉพาะถิ่นอย่างเป็นจริงเป็นจังในประเทศเป้าหมาย
ในอดีตเคยมีโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป ที่ให้ชุมชนผลิตสินค้าขึ้นมา เป็นความริเริ่มใหม่
แต่โอท็อปติดปัญหาหลายประการ อาทิ สินค้าหลายชนิดผลิตซ้ำกันไปซ้ำกันมา หลายชนิดเพิ่มมูลค่าได้ยาก หาช่องทางส่งออกได้ลำบาก
แต่สินค้าพิเศษเฉพาะถิ่น ไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้ เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างกัน เพิ่มมูลค่าได้ และทะลุไปได้ถึงระดับการส่งออก
อนาคตของสินค้าพิเศษเฉพาะถิ่น จึงไปไกลกว่าโอท็อปนัก
เพราะรากฐาน สินค้าพิเศษเฉพาะถิ่น เกิดจากสภาพภูมิประเทศ และสังคมที่แตกต่างกัน หรือเกิดตามสภาพภูมิสังคมแต่ละแห่งนั่นเอง
ภูมิสังคม นี้คือหัวใจของศาสตร์พระราชา ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชนตามลักษณะภูมิประเทศและสังคมในท้องถิ่น ด้วยวิธีแตกต่างกันออกไป
สินค้าพิเศษเฉพาะถิ่น จึงเป็นเส้นทาง เป็นมรดกศาสตร์พระราชาที่จับต้องได้ มีอยู่แล้ว และต้องการการเชื่อมโยง ต่อยอด ให้กลายเป็นสินค้าสร้างรายได้ ความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น ลงสู่สังคมระดับฐานราก
เพียงแต่ว่า จะมองเห็น หรือเห็นแล้วจะทำกันหรือไม่
ลุงตู่เจ้าขา ...ลองคิด ตรองดูเถอะ







