
คำพูดนั้นสำคัญ
กลายเป็นวาทะเด็ด วาทะดังแห่งปี "ผมก็เคยโดนซ่อมจนเกินกำลังจะรับได้ จนสลบไปเหมือนกัน แต่ผมไม่ตาย"
โดย...ทองพระราม
กลายเป็นวาทะเด็ด วาทะดังแห่งปี "ผมก็เคยโดนซ่อมจนเกินกำลังจะรับได้ จนสลบไปเหมือนกัน แต่ผมไม่ตาย เรื่องเหล่านี้ก่อนจะรับเด็กเข้ามาต้องตรวจเช็กร่างกายเป็นอย่างดี แต่เข้ามาแล้วเป็นโรคฮีทสโตรกก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ที่ผ่านมาสัดส่วนนักเรียนเสียชีวิตจากโรคนี้จะน้อย แม้ว่าจะโดนซ่อม แต่ร่างกายแข็งแรง"
ซึ่งเป็นคำพูดท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อหลังการเสียชีวิตของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1
เมื่อยิงคำถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้เรื่องลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก "ก็ไม่ต้องเข้ามาเรียน ไม่ต้องมาเป็นทหาร เราเอาคนที่เต็มใจ" บทสรุปและทางออกสำหรับการแก้ปัญหาในเรื่องนี้
หากให้มองเรื่องนี้แบบทั่วๆ ไป คนเรานั้นมีสิทธิเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นแบบเฉียบพลันได้ ทั้งในเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่จำต้องเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจมาแต่อ้อนแต่ออกเสมอไป นั่นคือความไม่จีรังของชีวิต
แต่ประเด็นที่เกิดข้อถกเถียงคือ การนำอวัยวะของผู้เสียชีวิตไปตรวจสอบเพื่อชันสูตรหาสาเหตุแท้จริง โดยไม่ต้องแจ้งกับญาตินั้นสามารถกระทำได้จริงหรือ ซึ่งก็ปรากฏคำตอบออกมาแล้ว
ทั้งหมดก็คงต้องรอหน่วยงานที่ผู้เกี่ยวข้องสืบสวนหาสาเหตุกันต่อไป ทว่าประเด็นที่ติดใจก็คงหนีไม่พ้นคือคำพูดของคนที่เป็นถึงระดับรองนายกฯ นั้น ได้คำนึงถึงความรู้สึกของใครหรือไม่
แน่นอนว่าเมื่อเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องดังกล่าวอย่างถาโถม ก็ออกมาขอโทษขอโพยถึงคำพูดที่ได้สื่อสารออกไป พร้อมทั้งยืนยันจะให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายไม่เข้าข้างฝั่งทหาร
นับว่าก็สร้างความพึงพอใจในระดับหนึ่งให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย แต่ในความเป็นผู้นำแล้ว คำพูดในลักษณะนี้ยอมรับว่า มันกลับบั่นทอน จิตใจและความรู้สึกมิใช่น้อย
โดยเฉพาะคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพราะอย่าลืมว่าคนเรามีขีดความสามารถทางด้านร่างกายไม่เท่ากัน แม้จะครบ 32 ประการก็ตาม และควรหรือไม่ที่จะใช้คำพูดแบบนี้มากัดกร่อนผู้ต้องการรับใช้ชาติ
นับเป็นความโชคดีของท่านรองนายกฯ ที่สามารถรอดพ้นจุดนั้นมายืนจุดนี้ได้อย่างปลอดภัย และเข้าใจได้ว่าเกือบตลอดชีวิตท่าน อยู่ในแวดวงทหารมาตลอดกระทั่งเกษียณอายุ ย่อมมีความผูกพันต่อสถาบันการศึกษาอันรักยิ่งที่ได้บ่มเพาะความเป็นผู้นำจนเติบใหญ่
ทว่า เมื่อก้าวมายืนได้อย่างเช่นทุกวันนี้ก็ไม่ควรลืมความหลัง ท่านอาจโชคดีกว่าน้องเมย เพียงแค่สลบไป ไม่ได้เสียชีวิต เท่ากับสรุปได้ว่าครอบครัวท่านไม่ได้สูญเสียต่างจากครอบครัวน้องเมย
ดังนั้น คำพูดนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะเคยผ่านชีวิตตรงนั้น มาก็ตามที อย่าใช้เพียงถ้อยคำของอารมณ์เพื่อตอบคำถามสื่อให้ผ่าน พ้นไปที
แต่ควรนึกถึงใจเขาใจเราให้มากกว่านี้ สำหรับผู้สูญเสียแล้ว ความตายไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดเล่นๆ และคำพูดนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าอาวุธ ซึ่งอาวุธประหัตประหารหมายเอาชีวิต แต่คำพูดนั้นบ่อนทำลายจิตใจคนเราให้ล้มทั้งยืน แม้อาจไม่ได้ตายเลยทีเดียว
มันค่อยๆ บ่อนทำลายในจิตใจไปเรื่อยๆ ตราบใดยังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ เช่นเดียวกับ ซุนวู ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามของจีน เคยกล่าวไว้ว่า "ชมคนด้วยวาจามีค่ายิ่งกว่าให้ไข่มุกเป็นของขวัญ ทำร้ายคนด้วยวาจาสาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทงด้วยหอกดาบ"







