
เจ๊งคามือแล้วครับ
ความผิดพลาดจากนโยบายภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิต ปรากฏหลักฐานออกมาให้เห็นแล้ว
โดย... ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ความผิดพลาดจากนโยบายภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิต ปรากฏหลักฐานออกมาให้เห็นแล้ว
สุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในเดือน ต.ค. 2560 เป็น เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 ว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิจำนวน 1.92 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 9,180 ล้านบาท
รายได้ภาษีทุกประเภทเก็บมากขึ้น แต่ที่เก็บภาษีต่ำกว่าเป้าคือภาษียาสูบ โดยเก็บต่ำกว่าประมาณการ 2,010 ล้านบาท หรือ 47.6%
นั่นแสดงให้เห็นว่า โรงงานยาสูบอยู่ในสภาพย่ำแย่
และที่ว่าปีนี้จะขาดทุนพันกว่าล้านบาท เห็นทีจะเป็นจริง เป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 78 ปีที่มีการก่อตั้ง
ตัวเลขการเก็บภาษีดังกล่าว สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า เดือนแรก หลังการปรับภาษีบุหรี่ยอดอากรแสตมป์ที่โรงงานยาสูบเคยซื้อจาก กรมสรรพสามิตลดเหลือ 300-400 ล้านบาท จากเดิมที่เคยอยู่ระดับ 4,000 ล้านบาท หรือหดหายชนิดไปกับสายลม
จากนั้นในเดือนถัดมายอดอากรแสตมป์ก็ยังไม่ฟื้น โดยอยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น
สาเหตุมีประการเดียวก็คือบุหรี่ไทยขายไม่ได้จากการปรับภาษีครั้งใหม่
และการปรับอัตราภาษียังกลายเป็นการโอนผลประโยชน์ไปให้กับบุหรี่ต่างชาติ ถือโอกาสใช้ช่องว่างหั่นราคาเหลือซองละ 60 บาท หรือลดลดจากเดิม 10-38 บาท
บุหรี่ต่างชาติเลยขายกันเป็นเทน้ำเทท่านำเข้าไม่ทัน ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของโรงงานยาสูบลดฮวบจาก 80% เหลือ 55-60%
ในหลักการแล้วหากการปรับอัตราภาษี ทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลง ทำให้เก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้ และโรงงานยาสูบไม่มีผลกระทบ ก็เป็นสิ่งที่น่าทำและควรสนับสนุน
แต่ความจริงมันกลับตรงกันข้ามไปหมด
ยอดรายได้ภาษีลดต่ำ คนสูบบุหรี่ไม่ลดลงโดยหันไปสูบบุหรี่ ต่างชาติ ขณะที่โรงงานยาสูบรอวันเจ๊ง
ไม่อยากจะมองว่าเรื่องนี้มีนอกมีใน เพราะหลักฐาน ใบเสร็จไม่มี แต่กรรมย่อมเป็นเครื่องส่อเจตนาที่ชัดเจน
ครั้งแรกอาจอ้างได้ว่าไม่รู้ ไม่เห็น คาดไม่ถึง แต่เมื่อข้อมูลอย่างเป็นทางการปรากฏชัดเช่นนี้ โดยเฉพาะตัวเลขการเก็บภาษีบุหรี่ของกระทรวงการคลัง ก็จะไม่รู้ไม่ได้
สิ่งที่ต้องดำเนินการก็คือการแก้ไข ถ้าไม่ทำก็รอรับผลที่จะตามมา
ลองให้มือชงและผู้รับผิดชอบเรื่องภาษีบุหรี่ กลับไปอ่าน คำพิพากษาเป็นตัวอย่างคดีขายข้าวรัฐต่อรัฐ โดยถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมาจากนโยบายของรัฐ และรู้ว่าเกิดความเสียหาย แต่ไม่ยอมมี คำสั่งยับยั้ง ถือเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ
งานนี้มันเท่ากับทำให้รัฐวิสาหกิจเจ๊งคามือ และยกผลประโยชน์ ที่เคยเป็นของหน่วยงานรัฐไปให้ต่างชาติ
รอดูอยู่ว่า กรมสรรพสามิต ใจคอจะนิ่งเฉยกันอยู่หรืออย่างไร







