
อยากลงนรกมาทางนี้
ใครตามคดีทุจริตเงินทอนวัด เห็นทีต้องถอนหายใจว่า สวรรค์มีทางไปทำไมไม่ไป
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ใครตามคดีทุจริตเงินทอนวัด เห็นทีต้องถอนหายใจว่า สวรรค์มีทางไปทำไมไม่ไป
นรกแท้ๆ
คดีเงินทอนวัดแยกเป็น 2 กรณีใหญ่ การสอบสวนรอบแรกเป็นการตรวจสอบการทุจริตงบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด และพัฒนาวัด 12 วัด ตั้งแต่ปี 2555-2559 ความเสียหายประมาณ 60 ล้านบาท ผู้ต้องหา 10 ราย มีการส่งสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปเรียบร้อย
ส่วนการตรวจสอบครั้งที่สอง เป็นการทุจริตงบอุดหนุน 3 ประเภท คือ 1.อุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด 2.อุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ 3.อุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา-แผนกธรรม-แผนกบาลี จำนวน 23 วัด ตั้งแต่ปี 2555-2560 ความเสียหายประมาณ 141 ล้านบาท ผู้ต้องหา 19 ราย
ผู้ต้องหารอบหลังมีข้าราชการระดับสูงในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และมีพระ 4 รูปร่วมด้วย อยู่ระหว่างการส่งสำนวนไปให้ ป.ป.ช. เพื่อชี้มูลความผิดเช่นกัน
ใครไปอ่านพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เห็นทีจะต้องตกใจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวพันกับพระ 4 รูป
พระรูปแรก ตรวจสอบพบว่า ประมาณปี 2556 ได้รับการติดต่อจาก ข้าราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งรู้จักกันตั้งแต่ครั้งที่ข้าราชการคนนี้เคยบวชเณร และมาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดราชสิทธารามฯ จึงเกิดกระบวนการทอนเงินวัด
สำนักงานพระพุทธศาสนาจัดสรรงบประมาณ 4.9 ล้านบาท มาให้วัด จากนั้นมีการทอนคืน 4.8 ล้านบาท วัดเหลือเงินเพียงแค่ 1 แสนบาท
พระรูปที่ 2 ได้มีการติดต่อขอจัดสรรงบประมาณไปที่วัดบ้านเกิด โดยผ่านข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ซึ่งรู้จักมาตั้งแต่เรียนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)
ราชการจัดสรรงบประมาณไปที่วัด 3 ล้านบาท แต่มีการขอเงินทอนคืน 1.5 ล้านบาท ทำให้วัดเหลือเงินเพียงแค่ 1.5 ล้านบาท
พระรูปที่ 3 เกี่ยวพันกับการจัดงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ โดยเอาไปใช้อย่างอื่น เริ่มแรกระบุว่าเป็นการขอจัดสรรเงินที่ให้กับโรงเรียนปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 30 ล้านบาท และจัดสรรงบบูรณะวัดอีก 8 ล้านบาท รวม 38 ล้านบาท
แต่ไปๆ มาๆ เงินทั้งหมดกลับเอาเงินไปสร้างโรงเรียน สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีการปลอมแปลงเอกสารทางราชการอีกด้วย
พระรูปสุดท้าย ร่วมกับข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่เคยมาทอดกฐินที่วัด โอนงบประมาณใหัวัดของตัวเอง 2 ล้านบาท แต่มี เงินทอนคืน 1.2 ล้านบาท ทำให้วัดเหลือเงินแค่ 8 แสนบาท
จากนั้นในปี 2558 แม้ข้าราชการรายนี้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็ยังมีการร่วมกันทำเรื่องจัดสรรงบประมาณไปยังวัดอื่นๆ 3 แห่ง ที่เป็นลูกศิษย์ของพระรูปดังกล่าว รวม 8 ล้านบาท แต่มีการขอเงินทอน 5.05 ล้านบาท วัดได้เงินแค่ 2.95 ล้านบาทเท่านั้น
ต่อมาปี 2559 มีการดำเนินการอีก 9 วัด อยู่ที่ นครสวรรค์ ตาก ชุมพร จังหวัดละ 3 วัด ได้เงินไปรวม 18 ล้านบาท ได้รับเงินทอนคืน 11.2 ล้านบาท เหลือให้วัดแค่ 6.8 ล้านบาท
คดีเงินทอน จึงเป็นอีกกรณีที่แสดงให้เห็นปัญหาในวงการศาสนาที่น่าสลดใจ เป็นทั้งการทุจริตเงินราชการ และทุจริตเงินวัดไปพร้อมๆ กันอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน
นรกถามหา มหาอเวจีเปิดประตูรับจริงๆ







