
โชคดีที่ตายก่อน
กระทรวงการคลังกำลังเร่งทำมาตรการการออมแห่งชาติ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุใน 15 ปีข้างหน้า
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
กระทรวงการคลังกำลังเร่งทำมาตรการการออมแห่งชาติ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุใน 15 ปีข้างหน้า
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือรัฐบาลต้องเตรียมเงินปีละ 6-7 แสนล้านบาท เพื่อดูแลผู้สูงอายุ และอาจไม่มีเงินเพียงพอ
ทางออกก็คือจะต้องให้ประชาชนช่วยกันเก็บออมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พอกินพอใช้ บรรเทาภาระรัฐบาลลงมา
แต่ดูไปดูมาก็ทำท่าจะช้าไปกระมัง
เพราะสังคมไทยเลิกคิดถึงค่านิยมในอดีต อย่าง มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท มาเนิ่นนาน
สิ่งที่กลายเป็นค่านิยมหลักไปแล้วก็คือ กินหรู อยู่สบาย เอาเงินอนาคตมาใช้ กู้กันไว้ดีกว่า
ตัวเลขที่ฟ้องชัดเจนคือยอดหนี้ครัวเรือนที่กลายเป็นปัญหาหลักของประเทศ จะขยับไปทางไหนก็ติดๆ ขัดๆ ไปหมด
ที่ผ่านมาปัญหาผู้สูงอายุยังไม่รุนแรงเท่าใด เนื่องจากแต่ก่อนบ้านเมืองเรายังเป็นสังคมเกษตรกรรม พืชสวนไร่นาในต่างจังหวัดสามารถซึมซับผู้สูงอายุให้อยู่อาศัยได้พอประมาณ
ปัจจุบันสังคมเกษตรกรรมก็ไม่เหมือนเดิม
รายได้จากภาคเกษตรกรไปไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายจ่ายนอกเหนือการซื้อปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อมือถือราคาแพง รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ฯลฯ
ภาคเกษตรจึงไม่สามารถโอบอุ้มทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ได้อีก
ขณะเดียวกันสังคมไทยที่เคยเป็นครอบครัวใหญ่ เครือญาติ อุ้มชูกัน สภาพก็เปลี่ยนไป เฉพาะคนหนุ่มสาว สร้างครอบครัว แค่เลี้ยงตัว เลี้ยงลูกเลือดตาแทบกระเด็น จะไปเลี้ยงดูผู้สูงอายุเหมือนเก่าคงยากอีก
ทุกอย่างก็ต้องเก็บ ต้องหาเอาไว้เอง
แต่จากตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า ประชากรคนไทยมีแค่ 2% เท่านั้นที่มีความพร้อมทางการเงินสำหรับรับสังคมผู้สูงอายุ พร้อมสำหรับการเกษียณ
ที่น่าตกใจก็คือกว่าครึ่งหรือ 56% ของคนไทย ไม่มีหลักประกัน หรือไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณอายุ และที่เหลือมักเตรียมพร้อมแต่ทว่ารายได้หลังเกษียณก็ทำท่าจะไม่พออยู่ ไม่พอกิน
เรียกได้ว่าคนทำงานยุคนี้เตรียมพร้อมกันน้อยเกินไป
คงต้องไปหวังคนยุคต่อไปที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน
สังคมแห่งการออม ไม่เพียงแต่จะต้องบังคับเพื่อการออมมากยิ่งขึ้น บังคับการประกันสวัสดิการต่างๆ มากขึ้นเท่านั้น แต่ควรจะต้องลงไปถึงระดับรากฐานสร้างค่านิยมใหม่ ให้อดออม อย่าอายทำกิน อย่าดูหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา
เหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยบรรเทาภาระ หรือปัญหาในอนาคตได้
แต่สำหร้บคนที่จะเกษียณในระยะเวลา 10-15 ปีข้างหน้า ก็น่าเหนื่อย ด้วยเหตุที่ในวัยทำงานที่ผ่านมาเตรียมตัวรับมือกับการเกษียณอายุเอาไว้น้อยเกิน เวลาที่เหลือก็เก็บกันไม่ทัน
และคงต้องเหมือนกับคำที่ว่ากันเอาไว้ว่า
ที่สุดแห่งความเสียดาย คือตายไปแล้วใช้เงินไม่หมด
ที่สุดแห่งความสลด คือใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย n







