
หุ้นไทยแนวโน้มด้อยกว่าหุ้นโลก
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต E-mail : [email protected]
ผ่านไป 5 เดือนแล้ว สำหรับปี 2560 ผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ มีดังนี้ ดัชนีตลาดหุ้นโลก (+11.3%) ตราสารหนี้โลก (+4.3%) สินค้าโภคภัณฑ์ (-5.4%) ดัชนีหุ้นไทย (+2%)
ตลาดหุ้นโลกได้แรงหนุนจากมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ เปิดช่องให้ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคงใช้นโยบายการเงินที่สนับสนุนการเติบโตต่อเนื่อง
ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นยังคงซื้อสินทรัพย์ผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อีก 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ แม้ธนาคารกลางสหรัฐจะทยอยขึ้นดอกเบี้ย สภาพคล่องในระบบการเงินโลกจึงยังอยู่ในระดับสูง
ดัชนีชี้วัดความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปี บ้างก็ตีความว่า นักลงทุนเพิกเฉยต่อปัจจัยเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นภัยจากการก่อการร้าย ปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี ตะวันออกกลาง ปัญหาการเมืองในสหรัฐ สภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่สูงผิดปกติ ประคองตลาดการเงินทั่วโลก
นักลงทุนผิดหวังราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วง 11% ภายหลังดีดแรงจากจุดต่ำสุดปี 2559 จากมาตรการลดการผลิตของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันไม่สามารถลดสต๊อกน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับที่สูงมาก ท่ามกลางการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมขุดเจาะและสำรวจเชลออยล์ (น้ำมันที่อยู่ใต้ชั้นหินดินดาน) ในสหรัฐ การลงทุนในแท่นขุดเจาะน้ำมันไต่สูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา
มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้นักวิเคราะห์ทยอยปรับขึ้นประมาณการกำไร มากกว่าปรับลด จาก Global Earning Revision Ratio ที่ดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มาจากหุ้นยุโรปที่ถูกปรับขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบ 9 ปี ตามมาด้วยสหรัฐ
เงินทุนยังคงไหลเข้าสู่กองทุนรวมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง และนักลงทุนสถาบันยังคงถือเงินสดสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว ความเสี่ยงด้านล่างของตลาดหุ้นโลกยังถูกจำกัด
นักลงทุนส่วนหนึ่ง มองว่า หุ้นไทยขึ้นน้อยเทียบกับหุ้นโลก จึงด่วนสรุปว่า หุ้นไทยวิ่งไล่กวดหุ้นโลก อย่าลืมตลาดหุ้นวิ่งแรงถึง 20% ในปี 2559 ติดอันดับต้นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อปีที่แล้ว
ขณะที่นักวิเคราะห์ปรับขึ้นประมาณการกำไรหุ้นโลก หุ้นไทยกลับปรับลงจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า
ตัวเลขอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสแรก ไทยโต 3.3% ดีกว่าเกาหลีใต้ (+2.7%) ไต้หวัน (+2.6%) และสิงคโปร์ (+2.5%) แต่ต่ำกว่าของอินโดนีเซีย (+5.0%) เวียดนาม (+5.1%) มาเลเซีย (+5.6%) ฟิลิปปินส์ (+6.4%) และจีน (+6.9%) เป็นต้น
มูลค่าหุ้นไทยยังไม่ดึงดูดเท่าตลาดเพื่อนบ้าน ตัวอย่างเช่น ค่าราคาต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดหุ้นไทยเทรดอยู่ที่ 15.6 เท่า ของประมาณการกำไรปี 2560 โดยคาดว่ากำไรปกติปีนี้จะโต 5%
ตลาดหุ้นเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่น ค่าพี/อีเฉลี่ยอยู่ที่ 13.4 เท่า ของประมาณการกำไรปี 2560 โดยคาดว่ากำไรปีนี้จะโต 11.1% จะเห็นได้ว่า กำไรของเพื่อนบ้านโตเร็วกว่า แต่ค่าพี/อีกลับถูกกว่า
กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่เอเชียที่ไม่รวมจีน นับจากต้นปี-วันที่ 29 พ.ค. อยู่ที่ 2.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไหลเข้าไต้หวัน อินเดีย และเกาหลี ขณะที่ไหลเข้าหุ้นไทยน้อย ที่สำคัญผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ยังชื่นชอบตลาดหุ้นแถบเอเชียเหนือมากกว่าอาเซียน
แต่สภาพคล่องยังคงล้นระบบการเงินไทย แม้เงินทุนไหลเข้าตลาดการเงินไทยน้อย แต่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเฉลี่ยเกือบแสนล้านบาทต่อเดือนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินบาทใกล้จุดแข็งค่าขึ้นในรอบเกือบ 2 ปี
จึงมีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจโลก แรงกดดันเงินเฟ้อยังต่ำ และสภาพคล่องทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง
อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับของเพื่อนบ้าน และมูลค่าที่แพง ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มด้อยกว่าของเพื่อนบ้านในปีนี้
ยังสามารถเลือกลงทุนรายหุ้นที่ผลดำเนินงานขยายตัวดี หรือราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมากพอ







