ดัชนีรวยกระจุก
สิ่งที่น่าห่วงของบ้านเรา ก็คือ การรวยกระจุก จนกระจาย หรือการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียม โดยยิ่งนานไป ความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งถ่างขึ้น
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
สิ่งที่น่าห่วงของบ้านเรา ก็คือ การรวยกระจุก จนกระจาย หรือการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียม โดยยิ่งนานไป ความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งถ่างขึ้น
ดัชนีรวยกระจุกที่น่าสนใจ ก็คือ ยอดขายสินค้าที่ราคาแพง หรูหรา เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อาทิ รถหรูปอร์เช่ 4 เดือนแรกของปี ยอดขายเติบโตขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สนนราคาของรถปอร์เช่ไม่ต้องคิดมาก ก็คือ 10 ล้านบาทนั่นแหละ
ทั้งปีนี้ยังมีการประเมินว่าเศรษฐีไทยจะซื้อรถปอร์เช่มากขึ้นกว่าปีก่อน
ไม่เพียงแต่รถยนต์เท่านั้น อสังหาริมทรัพย์ราคาแพงๆ ก็ขายกันเพลิน เมื่อเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ราคาปานกลางหรือราคาต่ำ
เอาเฉพาะตัวเลขอสังหาริมทรัพย์ค้างสต๊อกจากสิ้นปีก่อนก็เห็นชัด
ปริมาณอสังหาริมทรัพย์ ณ สิ้นปีที่แล้ว มีสต๊อกเหลือมากสุดในรอบ 20 ปี
แน่นอนคอนโดมิเนียมมีหน่วยเหลือขายมากที่สุด คือ 67,349 หน่วย บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดเหลือ 50,909 หน่วย ทาวน์เฮาส์ 48,999 หน่วย
อสังหาริมทรัพย์ค้างสต๊อกนี้ ถ้าราคายิ่งถูก ก็ยิ่งเหลือมาก แต่ถ้ายิ่งแพงก็ยิ่งเหลือน้อย
คอนโดมิเนียมระดับราคา 3 ล้านบาทลงไป เหลือค้างสต๊อกถึง 74% ทาวน์เฮาส์ระดับราคา 3 ล้านบาทลงไป เหลือค้าง 78% ขณะที่บ้านเดี่ยว 5 ล้านบาทลงไป เหลือค้าง 63%
ส่วนของแพงทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยวที่ราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป เหลือค้างแต่ 2-3% เท่านั้น
ไม่เพียงแต่ตัวเลขตลาดของหรูที่สะท้อนการรวยกระจุกเท่านั้น องค์การนานาชาติด้านสังคมอย่างอ็อกแฟม (Oxfam) ได้ทำรายงานเบื้องต้นว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย โดยระบุว่า รายได้ 1 ปีของคนรวยที่สุดในไทย สามารถนำมาใช้ลดความยากจนของคนทั้งประเทศได้อย่างพอเพียง
มหาเศรษฐีที่รวยที่สุด 10% แรก มีรายได้มากกว่าคนจนที่รั้งท้าย 10% หลัง ถึง 35 เท่า และคนกลุ่มบนสุดนี้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ
เศรษฐีพันล้านของไทยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 5 คน เป็น 28 คน ทั้งหมดมีทรัพย์สินรวมกันมากถึง 9.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน 5 ปีที่ผ่านมา คนรวยที่สุด 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนที่เหลือทั้งประเทศรวมกัน
ดัชนีชี้วัดความมุ่งมั่นต่อการลดความเหลื่อมล้ำไทยจึงไปอยู่ท้ายแถวลำดับที่ 122 จาก 155 ประเทศ
ในแง่ของประชาชนเอง คนงานนอกระบบ 25 ล้านคน หรือ 64% ของแรงงานทั้งหมด ไม่ได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคม คนทำงานในเมืองได้ค่าจ้างที่สูงกว่าคนทำงานนอกเมือง เกษตรกร 2.2 ล้านคน มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน หรือมีที่ดินก็ไม่พอทำกิน
ส่วนเจ้าของธุรกิจที่มีความมั่งคั่งมากขึ้น ก็มีโอกาสจะลงเล่นการเมือง ทำให้เข้าถึงเครือข่ายต่างๆ เพื่อสนับสนุนนโยบายที่ได้ประโยชน์
ถ้ายังรวยกระจุก จนกระจายอย่างนี้ อนาคตเกิดปัญหาแน่นอน


