
จับตาหลังเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย
โดย...มณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.วรรณ
โดย...มณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.วรรณ [email protected]
หลังจากหุ้นทั่วโลกรับรู้ถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาตามการคาดการณ์ของตลาดจากตัวเลข Dot Pot ซึ่งเป็นการแสดงแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่ชี้ให้เห็นว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ (2560) ความเป็นไปได้อาจจะเป็นการประชุมในเดือน มิ.ย. และ ธ.ค. ซึ่งการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะเป็นตามที่คาดการณ์หรือไม่นั้น ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่องคือการดำเนินนโยบายการคลังที่เป็นรูปธรรมของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ อาทิ การลดภาษี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดำเนินได้จริง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งสะท้อนจากการบริโภคภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงพิจารณาจากที่มีการใช้นโยบายจริงๆ เพื่อชะลอความร้อนแรงและประคองเศรษฐกิจจากที่มีการฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 1.19% และเข้าสู่เป้าหมาย 2% ในปี 2018-2019 ขณะที่การว่างงานต้องเริ่มเป็นไปตามเป้าหมายเช่นกัน โดยปีนี้มีการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3%
ประเทศแถบยูโรโซนในไตรมาส 2/2560 นี้ กลุ่มประเทศสมาชิกยูโรโซนยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง อาทิ การเลือกตั้งของเนเธอร์แลนด์ในวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา การเลือกตั้งของฝรั่งเศสรอบแรกวันที่ 23 เม.ย. และครั้งที่สองวันที่ 7 พ.ค. และความคืบหน้าประชามติอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ซึ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่คอยกดดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ทำให้ธนาคารกลางยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดในช่วงนี้
หากวิเคราะห์ในมุมมองของการค้าระหว่างประเทศกับประเทศไทยนั้นกับกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง ประเทศเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศไม่สูงมาก โดยตัวเลขการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2% 1.8% และ 0.7% ตามลำดับ การท่องเที่ยว 0.7% 3.1% และ 2.3% ตามลำดับ การลงทุนโดยตรง (ข้อมูลปี 2557-2559) เฉลี่ย 3.1% 1.8% และ 1.2% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี เรายังคงต้องติดตามต่อไปว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองดังกล่าวจะขยายวงกว้าง หรือมีความเปลี่ยนแปลงแบบมีนัยสำคัญหรือไม่
ประเด็นสุดท้ายที่ควรติดตามในไตรมาส 2 นี้ คือ ทิศทางราคาน้ำมันดิบ ในแง่ความต้องการ ซึ่งมีผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย รวมถึงการผลิตน้ำมันจากหินน้ำมัน (Shale Oil) ในเดือน เม.ย. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 109,000 บาร์เรล/วัน สู่ระดับ 4.96 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งส่งผลกดดันให้การผลิตน้ำมันในอนาคตปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่าตัวเลขการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ในเดือน ก.พ. จะปรับลดลง ซึ่งปีนี้ บลจ.วรรณ คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 45-55 เหรียญสหรัฐ
สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกของปีนี้อาจฟื้นตัวจากไตรมาส 4/2559 ได้ไม่มากนัก เนื่องจากตัวเลขรายได้ของภาคการเกษตรยังมีการกระจุกตัวอยู่เฉพาะสินค้าเกษตรยางพาราและราคาข้าว ในขณะที่การบริโภคด้านอื่นยังฟื้นตัวได้ไม่ชัดเจน โดยรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรมีการเติบโตที่ชะลอตัวลง บ่งชี้ได้ว่าประชาชนทั่วไปยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย
อย่างไรก็ดี ในปีนี้เชื่อว่า การลงทุนภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่จะสามารถสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย ผมยังให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยแนวโน้มการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศอาจมีไม่มากเท่ากับช่วงก่อน แต่ยังมีความผันผวน ซึ่งหากมองในแง่คุณภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทยความแข็งแกร่งยังคงมีอยู่ ทำให้มองว่าสินทรัพย์เสี่ยงยังคงมีความน่าสนใจ เมื่อเทียบกับตลาดตราสารหนี้และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้นและแนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐ
******************
“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”







