
ปรับพอร์ต รับดอกเบี้ยขาขึ้น
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต email: [email protected]
สัปดาห์ก่อน เฟดฟันด์เรทฟิวเจอร์สะท้อนว่า มีโอกาสเกิน 80% ที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมกลางเดือน มี.ค.นี้ และจะอีก 2 ครั้ง รวมเป็น 3 ครั้งในปีนี้ หลังมีสัญญาณชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า เฟดใกล้จะบรรลุเป้าหมายการจ้างงานและเงินเฟ้อก่อนหน้านี้ ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยการขึ้นครั้งแรกน่าจะเป็นการประชุมเฟดเดือน มิ.ย.
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด จึงอาจก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะตราสารหนี้ หรือที่ใกล้เคียงตราสารหนี้ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(รีทส์) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี นักลงทุนในตลาดหุ้นมองบวกว่า การส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็ว เพราะเฟดมีความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐแกร่งพอที่จะปรับตัวรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด
ภายใต้สถานการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเฟดขาขึ้น การปรับพอร์ตลงทุนทั่วโลกที่ดำเนินมาเป็นปีแล้วได้เร่งตัวขึ้นอีกครั้ง โดยปรับลดตราสารหนี้โดยเฉพาะกลุ่มที่อายุยาว และโยกเงินส่วนใหญ่ไปยังสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
บอนด์ยิลด์ของสหรัฐรุ่น 10 ปีขยับขึ้นมาใกล้ 2.5% จากระดับ 2.3% เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่บอนด์ยิลด์ 2 ปี ที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยเฟด ขึ้นมาอยู่ที่ 1.32% สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2552
บอนด์ยิลด์ของไทยรุ่น 10 ปี ขึ้นมาที่ 2.78% และมีทิศทางแกว่งขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า
นักลงทุนจึงควรลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ หากไม่ลด น้ำหนักก็ควรลดอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
ตลาดหุ้นทั่วโลกเดินสวนตราสารหนี้ ตลาดหุ้นโลกทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ และหุ้นกลุ่มการเงินที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
น่าสังเกตว่า สัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนสถาบันระดับโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก ขณะที่สัดส่วนเงินฝากในระบบธนาคารทั่วโลก และเงินลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก
หลักๆ เป็นเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ยังเข็ดขยาดจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกถดถอยเมื่อปลายปี 2551 ต่อเนื่องในต้นปี 2552 ที่ฉุดตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานอย่างรุนแรง
ระยะสั้น ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงขายทำกำไรหลังจากวิ่งขึ้นมายาว ระยะ 6-12 เดือน ตลาดหุ้นโลกยังเป็นขาขึ้น สัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจะหนุนให้เกิดการปรับพอร์ตการลงทุนระดับโลกต่อไป ผ่านการปรับพอร์ตลดตราสารหนี้และโยกมาเพิ่มหุ้น
อย่างไรก็ดี สปีดการฟื้นตัวของแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะสหรัฐที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเด่นกว่าเพื่อน ขณะที่ของไทย น่าจะขยายตัวเพียง 3.3% ในปี 2560 ต่ำกว่าระดับศักยภาพที่อยู่แถว 3% ปลายๆ
หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีนี้ จะเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยในบ้านเราให้ปรับขึ้นตามในช่วงไตรมาส 4 หรือต้นปี 2561
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังค่อนช้า จึงเป็นประเด็นท้าทายฝีมือผู้เกี่ยวข้องในการดูแลเศรษฐกิจไทย
ตลาดหุ้นไทยไต่ขึ้นตามทิศทางหุ้นโลก ค่าพีอีที่ใช้กำไร 4 ไตรมาสย้อนหลังจะอยู่ที่ 17.3 เท่า หากใช้ประมาณการกำไรในปี 2560 ที่คาดว่าจะเติบโต 7% (เฉพาะหุ้นที่ธนชาตจัดทำบทวิเคราะห์) จะดึงค่าพีอีลงมาอยู่ที่ 15 เท่า แม้ไม่แพง แต่ก็ไม่ถูก
ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 บจ.ที่รายงานดีเกินคาด เป็นไปตามคาด และต่ำกว่าที่คาด มีสัดส่วนอยู่ที่ 33:30:37 การปรับประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานในภาพรวมจึงไม่มากพอที่จะผลักให้ดัชนีหุ้นขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี หากมีสัญญาณบวกเศรษฐกิจไทยออกมาขึ้นในหลายเดือนข้างหน้า อาจกระตุ้นให้เกิดการขึ้นปรับประมาณการระลอกใหม่
การรายงานงบไตรมาสแรกช่วงปลายเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ จึงเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่บ่งชี้แนวโน้มผลดำเนินงานทั้งปี 2560
ในส่วนของพอร์ตหุ้นนั้น กลุ่มนำตลาดยังคงเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้น ปีที่ผ่านมา นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ปีนี้เป็นหุ้นกลุ่มการเงิน ขณะที่กลุ่มที่ปลอดภัยจะได้รับความสนใจน้อยลง เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค การแพทย์ เป็นต้น
ในส่วนของหุ้นกลุ่มการเงิน นอกจากจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว เศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว จะช่วยหนุนการขยาย สินเชื่อ คุณภาพสินทรัพย์ในระบบการเงินจะดีขึ้น พอจะพูดได้ว่า ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว แรงกดดันจากการตั้งสำรองจึงมีแนวโน้มลดลงมูลค่ากลุ่มธนาคารยังไม่สูง ค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) ปีนี้จะลดเหลือ 9.5 เท่า ต่ำกว่าตลาดที่ 15 เท่า
ด้วยโอกาสทำกำไรปีนี้ที่จำกัดอยู่ที่ 1,650 จุด (หากไม่มีการปรับประมาณการกำไรขนานใหญ่) ประกอบดัชนีหุ้นไทยวิ่งขึ้นมายาวนับจากต้นปี 2559 จึงต้องระวังแรงขายทำกำไรโดยเฉพาะหากเคลื่อนเข้าหาแนวต้าน 1,590-1,600 จุด พอร์ตระยะสั้นอาจแบ่งขายทำกำไร แล้วค่อยหาจังหวะซื้อคืนแถว 1560+/- จุด
ความเสี่ยงด้านล่างของตลาดหุ้นยังถูกจำกัดด้วยสภาพคล่องที่อยู่ในเกณฑ์สูง รวมถึงมีเงินปันผลที่บริษัทส่วนใหญ่จะทยอยประกาศในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. และจ่ายจริงในช่วงเม.ย.-พ.ค. เม็ดเงินปันผลหลักแสนล้านบาท ส่วนหนึ่งยังถูกนำกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นอีกด้วย
กรณีผิดทาง สัญญาณทางเทคนิคจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงระยะสัปดาห์ หากดัชนีหุ้นปิดหลุดแนวรับ 1,555-1,560 จุด หากเกิดกรณีเช่นนี้ ควรลดพอร์ตลงทุน
(โปรดดูเพิ่มเติมในบทวิเคราะห์ธนชาต หรือผ่านแอพพิเคชั่น Thanachart Think)







