
โอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย "กดดันทองลงอีกครั้ง"
โดย...นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานบริษัท เอ็มทีเอสโกลด์ แม่ทองสุก
โดย...นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานบริษัท เอ็มทีเอสโกลด์ แม่ทองสุก
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่จะเห็นได้ถึงความผันผวนของตลาดการเงิน อันจะเห็นได้ว่าดัชนีดาวโจนส์สามารถทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องและปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 21,000 จุด ขณะที่ราคาทองคำแกว่งตัวผันผวนจากระดับสูงสุดในช่วงต้นสัปดาห์บริเวณ 1,263 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ โดยประมาณ ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงกลับมาทดสอบแถวระดับ 1,230 เหรียญสหรัฐอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์
ตลาดได้รับแรงกดดันจากกระแสคาดการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะตัดสินใจทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ หลังจากที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาบรรดาสมาชิกเฟดต่างออกมากล่าวเป็นเสียงเดียวกันในเชิงคุมเข้มทางการเงิน และโอกาสที่เฟดน่าจะทำการตัดสินใจในการประชุมระหว่างวันที่ 14-15 มี.ค.นี้
ขณะที่ถ้อยแถลงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐต่อสภาคองเกรสก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดชัดเจนใดๆ เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับนโยบายทางการเงินและการปรับลดภาษี จึงทำให้ตลาดกลับมาให้ความสนใจกับโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดมากกว่า และจะเห็นได้ว่าจากกระแสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ทำให้ดัชนีเหนื่อยปรับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจากบริเวณ 101 จุด ขึ้นมาที่แถวระดับ 102.2 จุด โดยประมาณในช่วงปลายสัปดาห์
ประกอบกับผลสำรวจล่าสุดจาก CME GROUP ชี้ให้เห็นว่าโอกาสที่เฟดจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มี.ค.นี้ มีสูงขึ้นเกือบ 80% จากแถวระดับ 30% ในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดและบดบังปัจจัยการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของกองทุน เอสพีดีอาร์ โดยในช่วง 2 วันทำการแรกของเดือนนี้กองทุนเอสพีดีอาร์มีการเข้าซื้อทองคำสุทธิ 4.15 ตัน ปัจจุบันถือครองทองคำที่ระดับ 845.32 ตัน ขณะที่สถานะสุทธินับตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.-2 มี.ค.
เอสพีดีอาร์มีการเข้าซื้อแล้วทั้งสิ้น 23.15 ตัน โดยมีการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน ก.พ.เป็นต้นมา อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐ ส่วนใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ส่วนใหญ่ยังส่งสัญญาณเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนมุมมองของโอกาสที่เฟดจะทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลภาคการผลิต ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีการอุปโภคบริโภคที่สะท้อนถึงการขยายตัวของเงินเฟ้อ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานสหรัฐที่ออกมาดีขึ้นอย่างมาก โดยปรับตัวลดลงมาใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 44 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.23 แสนราย
ราคาทองคำหลังจากที่ Breakout ในรูปของ Cup and Handle ขึ้นไป และทำจุดสูงสุดใหม่ที่บริเวณ 1,263 เหรียญสหรัฐ ในช่วง 10 วันก่อน แต่แล้วก็ถูกแรงเทขายทำกำไรทำให้ปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 1,230 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นกรอบด้านล่างของ Trend Channel จึงหมายความว่า หากหลุดกรอบด้านล่างนี้คำแนะนำคือ ควรที่จะทำ Stop Loss ออกไปบ้างบางส่วนหรือทั้งหมด เพราะตลาดอาจจะกลับทิศเป็นขาลงได้
กรณีที่ราคาหลุด 1,230 เหรียญสหรัฐนั้น มีได้ 3 กรณี คือ 1) Break แล้วดีดขึ้นไป หรือ 2) Break แล้วกลับทิศเป็นขาลงไปเลยในระยะยาว หรือ 3) Break ลงชั่วคราวและใช้เวลาทดสอบแนวรับที่บริเวณ 1,205 เหรียญสหรัฐอีกครั้ง แล้วจึงจะ Break ขึ้นกลับมาเป็น 3 ลักษณะ ดังนั้น ในช่วงนี้กลยุทธ์การลงทุน จึงต้องติดตามใกล้ชิดต่อทิศทางและแนวโน้มจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งวิเคราะห์ว่าโอกาสที่จะ Break ลงมีค่อนข้างสูง แต่จะ Break ในรูปแบบใดใน 3 แบบดังกล่าวคงต้องติดตาม และคาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้ราคาน่าจะทรงตัวในกรอบแคบๆ ระหว่าง 1,215-1,230 เหรียญสหรัฐ เพื่อรอข่าวเฟดนั่นเอง







