posttoday
เมื่อนโยบายการเงินมันไม่เวิร์ก นโยบายการคลัง ก็ต้องมาแทน!!

เมื่อนโยบายการเงินมันไม่เวิร์ก นโยบายการคลัง ก็ต้องมาแทน!!

10 มกราคม 2560

โดย...ชยนนท์ รักกาญจนันท์ (Mr.Messenger)

โดย...ชยนนท์ รักกาญจนันท์  (Mr.Messenger)

ในช่วงหลายปีนับตั้งแต่หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 เป็นต้นมา เราได้เห็นแนวทางการแก้ปัญหาของเหล่าประเทศแกนหลักของโลกที่ดูเหมือนจะมีแนวทางที่เดินตามรอยกัน และหวังว่ามันจะเป็นอาวุธสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นั่นก็คือ “นโยบายการเงิน”

แต่ผ่านมา 8 ปี เราก็เป็นประจักษ์พยานกันแล้วว่า นโยบายการเงิน เพียงอย่างเดียว ก็ช่วยเศรษฐกิจได้เพียงแค่บางภาคส่วน แถมยังนำปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคมมาให้แก้กันอีกมากมาย เพราะนโยบายการเงิน อย่างเช่นการอัดฉีดคิวอีและกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดดิน ดูเหมือนจะเป็นการช่วยภาคธุรกิจอย่างธนาคารพาณิชย์และเหล่านายทุน มากกว่าที่จะทำให้ประชาชนคนเดินถนนมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็นกระแสการต่อต้านผู้นำการไม่เอานโยบายแบบเดิมๆ ความต้องการการเปลี่ยนแปลง มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงจริงๆ กลับแทบไม่ได้เกิดขึ้นเลย จนกระทั่งการมาของโดนัลด์ ทรัมป์

ถึงแม้จะแพ้คะแนน Popular Vote ร่วมๆ 3 ล้านเสียง ตามมาด้วยข้อถกเถียงถึงความเหมาะสมในการนำพาประเทศมหาอำนาจว่าจะไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ก็ต้องตามดูกันว่า ทรัมป์จะทำให้อเมริกา เปลี่ยนแปลงได้อย่างที่ตัวเองหาเสียงไว้หรือเปล่า ซึ่งนโยบายที่ถูกจับตาและพูดถึงมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในสหรัฐ ด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคทั้งหลาย

มีนักวิเคราะห์ประเมินกันว่า โอกาสทำได้จริงน่าจะน้อยมากๆ เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐมีหนี้สินต่อจีดีพีที่สูงถึง 104% การกู้ยืมเพิ่มเติมคงลำบาก และอาจกระทบต่ออันดับความเชื่อมั่นที่เหล่า Credit Rating Agency ต้องมีการประเมินกันทุกๆ ปี แต่เรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้นายทรัมป์เปลี่ยนใจไปได้เป็นแน่ และแถมยังมีแนวโน้มออกนโยบายเสริมเพิ่มเติม คือ ลดภาษีนิติบุคคล และตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้ากับประเทศที่สหรัฐขาดดุลมายาวนาน อย่างจีนและเม็กซิโก จะเห็นว่า โดยหลักการแล้ว ก็คือ รัฐบาลของทรัมป์กำลังจะเปลี่ยนแนวทางในการบริหารค่าใช้จ่ายและรายได้ของประเทศ นั่นก็คือ นโยบายการคลังนั่นเอง

ถ้าย้อนกลับมาดูปัญหาขอกลุ่มยูโรโซนก็จะเห็นความคล้ายคลึงกัน ก็คือ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นขึ้นได้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายสำนักก็ประเมินกันว่า ปัญหาคือ การใช้นโยบายการเงินร่วมกันแต่นโยบายการคลังนั่น ต่างคนต่างใช้ ทำให้การดำเนินนโยบายขาดความมีประสิทธิภาพ

การมาของทรัมป์จึงหมายถึงสัญลักษณ์ของการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว คือ การเพิ่มค่าใช้จ่าย และลดภาษี เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มอำนาจซื้อ เพิ่มการลงทุน และเพิ่มการจ้างงานรวมถึงผลผลิต เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำหรือแก้ปัญหาเงินฝืดที่ประชาชนส่วนใหญ่ประสบปัญหากันมาอย่างต่อเนื่อง

ถามว่า แล้วสหรัฐใช้นโยบายการคลังแบบนี้จะทำให้ประเทศอื่นเดินรอยตามด้วยหรือผมเองมองว่า มีเหตุผลอยู่ 2 ข้อ ที่อาจจะเกิดลัทธิเอาอย่าง คือ

1.ในอดีต เราก็เห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นี่เองที่เป็นต้นแบบของการกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ และใช้คิวอีเป็นประเทศแรก จนทำให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ดำเนินนโยบายในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น ถ้านโยบายการคลังแบบที่ทรัมป์กำลังจะใช้มันเวิร์ก เชื่อว่าประเทศอื่นก็ต้องเดินตาม

2. สหรัฐ ถือเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ของเหล่าคู่ค้าทั่วโลก การค้าโลกหดตัวมาเรื่อยๆ เกือบหนึ่งทศวรรษ ทำให้เศรษฐกิจจีนโตในระดับที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง และกระทบกับเหล่าผู้ส่งออกทั้งโลกอยู่ตอนนี้หากสหรัฐมีท่าทีหรือตั้งใจจะเจรจาการค้าใหม่หรือไป Pro Growth ในประเทศเป็นหลัก ก็ยิ่งทำให้ประเทศที่มีการส่งออกเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนสำคัญ ยิ่งมีปัญหา ทางแก้ไขของประเทศเหล่านี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกลับมาใช้นโยบายการคลัง และเน้นให้รัฐลงทุนนำความเชื่อมั่นและยันให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไม่ดับลงไป

ด้วย 2 เหตุผลนี้ จึงมีนักวิเคราะห์และนักลงทุนหลายคน เชื่อว่า เราอาจกำลังเข้าสู่ยุคที่รัฐบาลใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มียาวนาน ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น การลงทุนสูงขึ้นแต่ปัญหาในระยะยาวที่เราต้องมาติดตามกันต่อคือ การลงทุนเหล่านี้มีประโยชน์กับประเทศในภาพรวมจริงหรือไม่ รัฐบาลแต่ละประเทศจะหาเงินมาจากไหน และมันคือทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจริงหรือเปล่า เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ