
มุมมองตลาดปี 2560 เอเชียยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย)
โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย)
การเติบโตของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียรวมถึงไทย คาดว่าจะยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน แม้ว่าการเมืองและตลาดหุ้นจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่
การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยยังคงได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.5% ในไตรมาส 3 เทียบกับปีก่อน ซึ่งในปี 2560 ก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกัน ภัยแล้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ดีขึ้นมาก ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการเกษตรและทำให้การใช้จ่ายปรับตัวขึ้น
แม้ว่าในระยะนี้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐ อังกฤษ และยุโรป รวมถึงความเป็นไปได้ที่นโยบายทางการค้าจะเปลี่ยนแปลงหลังจากที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ เข้ารับตำแหน่งในเดือน ม.ค.ปีหน้า แต่เรายังมองว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัวได้เล็กน้อยในปีหน้า
ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership) อาจเลื่อนออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งนี้ ในปี 2560 นักลงทุนอาจเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น รวมถึงแนวโน้มอัตราผลตอบแทนที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งนั่นหมายถึงอาจมีการยกระดับความระมัดระวังด้านนโนยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียอันเนื่องมาจากความผันผวนของตลาด
อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศที่เจริญแล้วจะยังคงอยู่ในระดับต่ำในปีหน้า การขยายตัวและปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของตลาดในภูมิภาคเอเชียจะเปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงไปสู่สินทรัพย์หลากหลายประเภทและในหลายภูมิภาค
งานวิจัยล่าสุดของดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนแมนูไลฟ์ (Manulife Investor Sentiment Index (“MISI”)) ได้แสดงให้เห็นว่านักลงทุนในไทยมองว่า ความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก (52%) และความวุ่นวายของตลาดการเงินโลก (50%) อาจส่งผลกระทบทางลบต่อผลตอบแทนการลงทุนหรือความสามารถในการบรรลุเป้าหมายทางการเงินของพวกเขา ในทางกลับกันอาจมีโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น รวมไปถึงหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแก่นักลงทุนที่สามารถบริหารจัดการในช่วงที่ตลาดผันผวนได้
2560 : จุดเปลี่ยนของหุ้นเอเชีย
ปี 2560 ดูจะเป็นปีที่เป็นจุดเปลี่ยนของหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสในการลงทุนให้กับนักลงทุน ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทในเอเชียที่เคยอ่อนแอมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปีหน้า เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากนโยบายทางการเงินและการคลังด้วยเช่นกัน
ในกลุ่มตลาดหุ้นเอเชีย ตลาดหุ้นจีนดูมีความน่าสนใจที่สุดซึ่งเห็นได้จากการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นและตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index) ที่เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 55 เดือน ทำให้คาดการณ์ว่าตลาดเอเชียเหนือ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน จะมีผลตอบแทนที่ดีขึ้นในช่วงต้นปี 2560 ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐ ในขณะที่ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป อาจส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่า หากเศรษฐกิจเหล่านี้มีแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภายในประเทศและนโยบายการเงินเช่นเดียวกับในปี 2559
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนแมนูไลฟ์ (MISI) เผยให้เห็นว่าคนไทย 81% มองว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลา “ปานกลางถึงดี” ที่เหมาะจะลงทุนในหุ้น โดยเหตุผลหลัก 3 อันดับสูงสุดที่มาจากนักลงทุนเหล่านี้ ได้แก่ มีสัญญาณบ่งชี้ว่าสภาวะตลาดจะปรับตัวดีขึ้น (44%) ตลาดมีเสถียรภาพ (43%) และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน (37%)
จับตาโอกาสในตลาดตราสารหนี้เอเชียท่ามกลางความเสี่ยงขาลง
ความผันผวนของความน่าเชื่อถือ (Credit) อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนจะยังคงมีอยู่ต่อไปในปี 2560 โดยแนวโน้มของตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชียนั้นขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายทางการค้าและการคลังของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงมุมมองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และนโนบายทางการเงินของสหรัฐและทั่วโลก ทั้งนี้ระดับของผลกระทบต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะมีผลต่อตลาดตราสารหนี้ของเอเชียด้วย
ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าตลาดอื่นยังเป็นผลดีต่อตลาดตราสารหนี้ของเอเชียในระยะยาว โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่มีแนวโน้มการปรับอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่ลงทุนได้ รวมทั้งประเทศเหล่านี้ยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ มีงบดุลที่แข็งแกร่งขึ้นและมีเศรษฐกิจระดับมหภาคที่ดีกว่าในปีที่ผ่านๆ มา ทั้งนี้ในปี 2559 ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนยังคงขยับในกรอบแคบๆ และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราท้องถิ่นบางแห่งมีการเทขายสกุลเงินออกอย่างมาก เชื่อว่าโอกาสในการลงทุนอาจจะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยทั่วโลกและอัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพขึ้น และเมื่อส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ขยับกว้างขึ้น ดัชนี MISI ยังแสดงด้วยว่า 85% ของนักลงทุนในไทยเห็นว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่เข้าสู่ระดับกลางถึงดีสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้







