
เผาบ้านตัวเอง
แฟนบอลชาวไทยต่างชื่นมื่นและมีความสุขต่อนักฟุตบอลทีมชาติไทย
โดย...ขำ เคืองใจ
แฟนบอลชาวไทยต่างชื่นมื่นและมีความสุขต่อนักฟุตบอลทีมชาติไทย และทีมงานผู้ฝึกสอนในการสร้างผลงานคว้าแชมป์เอเอฟเอฟซูซูกิคัพ 2016 หรือฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน
จะว่าไปเรื่องการแข่งขันกีฬาโดยเฉพาะกับการได้ชมและเชียร์ผู้เป็นตัวแทนทีมชาติ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งช่วยส่งเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ประสบผลสำเร็จต่อผลการแข่งขันและนำไปสู่ชื่อเสียงของประเทศได้
ขณะเดียวกันในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีย่อมสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ แต่ในทางกลับกันหากการแข่งขันมีเหตุการณ์ประเภทไร้อารยะย่อมกระทบไปสู่ภาพลักษณ์ของประเทศนั้นๆ ด้วย
ดังที่ทราบตามข่าวสองสามวันนี้ ต่อเหตุกองเชียร์ฮาร์ดคอร์กลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “อุลตร้า” จุดพลุแฟร์ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนทั้งบริเวณภายในและภายนอกสนามราชมังคลากีฬาสถาน
ทั้งๆ ที่โฆษกสนามประกาศเตือน “ห้ามจุดพลุแฟร์” เพราะนอกจากจะเกิดความไม่ปลอดภัยสร้างความวุ่นวายอลหม่าน ยังจะส่งผลให้องค์กรการแข่งขันระดับเอเอฟซี หรือฟีฟ่า มีคำสั่งลงโทษปรับเงินหลายแสนบาทไปถึงหลักล้านบาท และไปถึงห้ามจัดการแข่งขันภายในประเทศ ต้องไปแข่งสนามเป็นกลางไร้กองเชียร์ ไปถึงโทษสูงสุดแบนทีมลงแข่งขันกันไปเลย
ไม่น่าเชื่อคนกลุ่มนี้ไม่ทราบกฎกติกามารยาทในการเชียร์เกมการแข่งขันระดับนานาชาติ
แต่ไม่แน่เหมือนกันนะครับ พวกเขาอาจไม่รู้จริงๆ เนื่องจากอยู่ต่างดาวจึงไม่เข้าใจภาษาไทย เมินเฉยกฎกติกาสากล ซึ่งแต่ละประเทศพยายามปรับตัวให้เป็นประเทศที่มีอารยะ
แต่เหมือนยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ เตือนบ่อยขึ้นก็จุดมากขึ้น กะจะเผาสนามกันเลยกระมัง ให้ดังเป็นข่าวขจรขจายไปทั่วโลก
อีกอย่างไม่ใช่สร้างชื่อเสียให้ประเทศเป็นครั้งแรก แต่ที่ผ่านมาเคยสร้างวีรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการกระทบกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศลาวในการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์อาเซียนเมื่อปีที่แล้ว
เดือดร้อนเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศลาวต้องช่วยเคลียร์
เหตุการณ์แย่งชิงธงประเทศเมียนมา หรือแม้แต่ท้าตีท้าต่อยคนในชาติเดียวกันจากการแข่งขันฟุตบอลระดับสโมสรในประเทศ
คนกลุ่มเดิมๆ ล้วนมีชื่อในแบล็กลิสต์ของสมาคมฟุตบอลของเจ้าหน้าที่สนามรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็ยังปล่อยให้หลุดรอดเกิดเหตุการณ์ซ้ำซาก
เมื่อความฉาวโฉ่เกิดขึ้นที เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องขึงขังกันที ประกาศให้รางวัลชี้เบาะแส ตักเตือน ภาคทัณฑ์ จากนั้นก็ปล่อยไป
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแข่งขัน การกีฬาแห่งประเทศไทยก็ดี สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยก็ดี สมควรทบทวนมาตรการจัดการกับกลุ่มคนฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง อย่าให้แค่กองเชียร์ชาวไทยที่มี
อารยะคอยชี้เบาะแสเท่านั้นครับ
เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต้องสำรวจตัวเองด้วยว่าผิดพลาดตรงไหน ทำให้เกิดเหตุการณ์ด่างพร้อย เหมือนปล่อยให้จุดไฟเผาบ้านเผาเมืองทำลายชื่อเสียงประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า







