
มุมมองการลงทุนปี 2560
โดย...โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ธนชาต
โดย...โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ธนชาต
ในปีหน้าผมเชื่อว่าเศรษฐโลกคงจะยุ่งกว่าที่เราคิด จากเดิมที่เคยกังวัลแต่กับเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ต้องเปลี่ยนมากังวลเรื่องเศรษฐกิจการเมืองมากขึ้น ซึ่งภาพที่ชัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ และการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) และในปีหน้าก็จะมีการเลือกตั้งในประเทศสำคัญๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส หรือเยอรมนี
นอกจากนั้นในความเสี่ยงเรื่องเดิมๆ ที่เหมือนได้ยินมาตลอดในปีนี้ก็ยังคงมีอยู่และคาดว่าจะชัดขึ้นด้วยซ้ำ อย่างนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ผมคาดว่าในปีหน้าน่าจะปรับขึ้นประมาณ 2 ครั้ง ปัจจัยเหล่านี้คงจะสั่นคลอนตลาดลงทุนพอสมควรแม้จะมีการรับข่าวมาบางส่วนแล้วก็ตาม ที่สำคัญดูเหมือนเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่นโยบายการเงินกำลังค่อยๆ ลดบทบาทลง QE ที่เคยเป็นพระเอกของพวกเรากำลังค่อยๆ ลาโรงไป (สหรัฐกำลังขึ้นดอกเบี้ย ยุโรปค่อยๆ ลด QE ลง ส่วนญี่ปุ่นก็หันไปคุม Bond Yield แทน) เรื่องที่ต้องติดตามยังรวมถึงการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบจากความพยายามที่จะร่วมมือกันลดปริมาณการผลิต การเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไทยเองก็ตาม
อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะขยายตัวดีขึ้นโดยเฉพาะสหรัฐ นโยบายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะทำนั้นน่าจะสร้างประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ อย่างนโยบายที่จะลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15% คาดว่าจะทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวสูงกว่าคาดประมาณ 10% (ปัจจุบันตลาดรวมคาดว่ากำไรในปีหน้าของบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ 11-12%) นอกจากนี้นโยบายดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์ให้บริษัทขนาดใหญ่ดึงเงินที่อยู่นอกประเทศเข้ามาในต่างประเทศมากขึ้น เพราะรัฐบาลลดภาษีต่ำลงแล้ว
นอกจากนั้น พบว่าในนโยบายหลักๆ ของทรัมป์จะเน้นการใช้จ่ายภาครัฐที่มากขึ้น อย่างในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ที่เราอาจคิดว่าในสหรัฐจะมาปรับปรุงอะไร จริงๆ แล้ว ยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกเยอะ ในสหรัฐเองก็ยังไม่มีรถไฟความเร็วสูง ถนนหลายสายก็ไม่ได้รับการบูรณะมานานแล้ว (ในช่วงรัฐบาลโอบามา ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเป็นคนละพรรคกัน ทำให้มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐพอสมควร) ซึ่งในภาพรวมคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตได้อย่างน่าสนใจ ทั้งนโยบายและความคล่องตัวในการบริหารที่เกิดจากฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเป็นฝ่ายเดียวกันนั่นเอง ส่วนยุโรปกับญี่ปุ่นคาดว่าการเติบโตจะอยู่ในลักษณะประคองตัว ซึ่งตัวเลขคาดการณ์ปีหน้าก็อยู่ที่ประมาณ 1.3-1.5% ไม่มากไม่น้อย
สำหรับในไทยเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความหวังใหม่ๆ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ี่ได้รับประชามติในปีนี้ น่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งในช่วงปลายปีหน้า ประกอบกับการเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ฉบับที่ 12 ที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การเดินหน้าโครงการลงทุนพื้นฐานของรัฐบาล และการส่งออกที่คาดว่าจะไม่หดตัวมากเท่าปีนี้ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ที่ประมาณ 3.2-3.5% และจากการที่เรามีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ค่าเงินที่มีเสถียรภาพ และที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยก็ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในบรรดาประเทศ Emerging Market ด้วยกันเอง
ในแง่การลงทุนคงต้องบอกว่าในภาพใหญ่ ตราสารหนี้จะมีความผันผวนกว่าหุ้น เพราะ Bond Yield เริ่มเด้งมาในช่วงนี้ และคาดว่าในปีหน้าก็จะเด้งขึ้นอีก ซึ่งภาพเหล่านี้นักลงทุนน่าจะไม่คุ้นเคยแน่นอน เพราะในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา Bond Yield อยู่ในเทรนด์ขาลงมาโดยตลอด ผู้ลงทุนต้องเตรียมรับมือกับภาพใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเกิดขึ้นไปแล้วบางส่วน ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.ที่ผ่านมา เพราะเราจะเห็นเงินไหลออกจากตราสารหนี้เป็นครั้งแรก ที่ภาพจะตรงข้ามกับหุ้นที่มีแนวโน้มสดใสมาก ซึ่งผมหมายถึงทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนสหรัฐก็น่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลใหม่ ญี่ปุ่นก็คงได้รับประโยชน์จากการที่เงินเยนอ่อนค่าลง ส่วนยุโรปคงได้ประโยชน์จากยูโรที่อ่อนลงบ้าง แต่คงไม่มากเท่ากับญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า
ดังนั้น พอร์ตลงทุนที่แนะนำในปีหน้าควรจะให้น้ำหนักหุ้นมากกว่าปกติ ลดตราสารหนี้ระยะยาวลงหันมาถือตราสารหนี้ระยะสั้น หรือลงทุนใน Term Fund มากขึ้น ส่วนนักลงทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากมีมุมมองว่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น ดังนั้นหากไปลงทุนในรูปเงินดอลลาร์ก็ไม่จำเป็นต้องปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ทั้งหมด แต่ในทางกลับกันถ้าไปลงทุนในเงินสกุลอื่นๆ ก็ควรจะมีการ Hedging เอาไว้เพื่อให้ไม่เสียประโยชน์
สุดท้ายในปีหน้า คงเป็นอีกปีที่นักลงทุนต้องขยับอย่างรวดเร็ว ติดตามข่าวสารต่างๆ เนื่องจากเราก็เห็นแล้วว่าการไหลบ่าของกระแสเงินทุนนั้นรุนแรงเพียงใด หากเราปรับตัวช้ากว่าคนอื่น 1 ก้าว เราก็จะกลายเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าคิดว่าอะไรๆ ก็ปรับเร็ว แล้วไม่มีเวลา ท่านก็อาจใช้บริการกองทุนรวมเพื่อมอบหน้าที่ติดตามข่าวสารพวกนี้ให้กับผู้จัดการกองทุนแทนก็ได้ครับ







