posttoday
มุมมองการลงทุนปี 2560

มุมมองการลงทุนปี 2560

15 ธันวาคม 2559

โดย...โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ธนชาต

โดย...โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ธนชาต

ในปีหน้าผมเชื่อว่าเศรษฐโลกคงจะยุ่งกว่าที่เราคิด จากเดิมที่เคยกังวัลแต่กับเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ต้องเปลี่ยนมากังวลเรื่องเศรษฐกิจการเมืองมากขึ้น ซึ่งภาพที่ชัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ และการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) และในปีหน้าก็จะมีการเลือกตั้งในประเทศสำคัญๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส หรือเยอรมนี

นอกจากนั้นในความเสี่ยงเรื่องเดิมๆ ที่เหมือนได้ยินมาตลอดในปีนี้ก็ยังคงมีอยู่และคาดว่าจะชัดขึ้นด้วยซ้ำ อย่างนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ผมคาดว่าในปีหน้าน่าจะปรับขึ้นประมาณ 2 ครั้ง ปัจจัยเหล่านี้คงจะสั่นคลอนตลาดลงทุนพอสมควรแม้จะมีการรับข่าวมาบางส่วนแล้วก็ตาม ที่สำคัญดูเหมือนเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่นโยบายการเงินกำลังค่อยๆ ลดบทบาทลง QE ที่เคยเป็นพระเอกของพวกเรากำลังค่อยๆ ลาโรงไป (สหรัฐกำลังขึ้นดอกเบี้ย ยุโรปค่อยๆ ลด QE ลง ส่วนญี่ปุ่นก็หันไปคุม Bond Yield แทน) เรื่องที่ต้องติดตามยังรวมถึงการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบจากความพยายามที่จะร่วมมือกันลดปริมาณการผลิต การเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไทยเองก็ตาม

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะขยายตัวดีขึ้นโดยเฉพาะสหรัฐ นโยบายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะทำนั้นน่าจะสร้างประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ อย่างนโยบายที่จะลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15% คาดว่าจะทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวสูงกว่าคาดประมาณ 10% (ปัจจุบันตลาดรวมคาดว่ากำไรในปีหน้าของบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ 11-12%) นอกจากนี้นโยบายดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์ให้บริษัทขนาดใหญ่ดึงเงินที่อยู่นอกประเทศเข้ามาในต่างประเทศมากขึ้น เพราะรัฐบาลลดภาษีต่ำลงแล้ว

นอกจากนั้น พบว่าในนโยบายหลักๆ ของทรัมป์จะเน้นการใช้จ่ายภาครัฐที่มากขึ้น อย่างในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ที่เราอาจคิดว่าในสหรัฐจะมาปรับปรุงอะไร จริงๆ แล้ว ยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกเยอะ ในสหรัฐเองก็ยังไม่มีรถไฟความเร็วสูง ถนนหลายสายก็ไม่ได้รับการบูรณะมานานแล้ว (ในช่วงรัฐบาลโอบามา ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเป็นคนละพรรคกัน ทำให้มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐพอสมควร) ซึ่งในภาพรวมคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตได้อย่างน่าสนใจ ทั้งนโยบายและความคล่องตัวในการบริหารที่เกิดจากฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเป็นฝ่ายเดียวกันนั่นเอง ส่วนยุโรปกับญี่ปุ่นคาดว่าการเติบโตจะอยู่ในลักษณะประคองตัว ซึ่งตัวเลขคาดการณ์ปีหน้าก็อยู่ที่ประมาณ 1.3-1.5% ไม่มากไม่น้อย

สำหรับในไทยเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความหวังใหม่ๆ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ี่ได้รับประชามติในปีนี้ น่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งในช่วงปลายปีหน้า ประกอบกับการเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ฉบับที่ 12 ที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การเดินหน้าโครงการลงทุนพื้นฐานของรัฐบาล และการส่งออกที่คาดว่าจะไม่หดตัวมากเท่าปีนี้ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ที่ประมาณ 3.2-3.5% และจากการที่เรามีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ค่าเงินที่มีเสถียรภาพ และที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยก็ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในบรรดาประเทศ Emerging Market ด้วยกันเอง

ในแง่การลงทุนคงต้องบอกว่าในภาพใหญ่ ตราสารหนี้จะมีความผันผวนกว่าหุ้น เพราะ Bond Yield เริ่มเด้งมาในช่วงนี้ และคาดว่าในปีหน้าก็จะเด้งขึ้นอีก ซึ่งภาพเหล่านี้นักลงทุนน่าจะไม่คุ้นเคยแน่นอน เพราะในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา Bond Yield อยู่ในเทรนด์ขาลงมาโดยตลอด ผู้ลงทุนต้องเตรียมรับมือกับภาพใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเกิดขึ้นไปแล้วบางส่วน ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.ที่ผ่านมา เพราะเราจะเห็นเงินไหลออกจากตราสารหนี้เป็นครั้งแรก ที่ภาพจะตรงข้ามกับหุ้นที่มีแนวโน้มสดใสมาก ซึ่งผมหมายถึงทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนสหรัฐก็น่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลใหม่ ญี่ปุ่นก็คงได้รับประโยชน์จากการที่เงินเยนอ่อนค่าลง ส่วนยุโรปคงได้ประโยชน์จากยูโรที่อ่อนลงบ้าง แต่คงไม่มากเท่ากับญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า

ดังนั้น พอร์ตลงทุนที่แนะนำในปีหน้าควรจะให้น้ำหนักหุ้นมากกว่าปกติ ลดตราสารหนี้ระยะยาวลงหันมาถือตราสารหนี้ระยะสั้น หรือลงทุนใน Term Fund มากขึ้น ส่วนนักลงทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากมีมุมมองว่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น ดังนั้นหากไปลงทุนในรูปเงินดอลลาร์ก็ไม่จำเป็นต้องปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ทั้งหมด แต่ในทางกลับกันถ้าไปลงทุนในเงินสกุลอื่นๆ ก็ควรจะมีการ Hedging เอาไว้เพื่อให้ไม่เสียประโยชน์

สุดท้ายในปีหน้า คงเป็นอีกปีที่นักลงทุนต้องขยับอย่างรวดเร็ว ติดตามข่าวสารต่างๆ เนื่องจากเราก็เห็นแล้วว่าการไหลบ่าของกระแสเงินทุนนั้นรุนแรงเพียงใด หากเราปรับตัวช้ากว่าคนอื่น 1 ก้าว เราก็จะกลายเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าคิดว่าอะไรๆ ก็ปรับเร็ว แล้วไม่มีเวลา ท่านก็อาจใช้บริการกองทุนรวมเพื่อมอบหน้าที่ติดตามข่าวสารพวกนี้ให้กับผู้จัดการกองทุนแทนก็ได้ครับ 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท