
สภาไม่ทรงเกียรติ
วันก่อนอ่านข่าวชิ้นเล็กๆ แต่กลับมีความน่าสนใจไม่น้อย โดยเป็นการออกมาให้สัมภาษณ์ของ “วันชัย สอนศิริ”
โดย...หงส์แดง
วันก่อนอ่านข่าวชิ้นเล็กๆ แต่กลับมีความน่าสนใจไม่น้อย โดยเป็นการออกมาให้สัมภาษณ์ของ “วันชัย สอนศิริ” สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
โดยใจความสำคัญ คือ กำลังทำข้อเสนอเกี่ยวกับการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในหลายประเด็น เช่น 1.การวางหลักเกณฑ์แต่งตั้งที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการต่างๆ ควรเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญจากสาขาอาชีพต่างๆ อย่างแท้จริง 2.การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนา 3.การให้มีบทลงโทษรัฐมนตรีที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่มาตอบกระทู้ถามของสภา เป็นต้น
รวมๆ เรียกได้ว่าเป็นการเสนอกลไกเพื่อการปฏิรูปการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและอาจรวมไปถึงวุฒิสภา
สิ่งที่อาจารย์วันชัยเสนอมา ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยและควรทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเสียที เพื่อให้รัฐสภามีความศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
รัฐสภาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งในทางกฎหมายและการเมือง เป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยในฐานะผู้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ยิ่งไปกว่านั้นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งรัฐบาลและสถาปนาอำนาจฝ่ายบริหารผ่านการเลือกนายกรัฐมนตรี
ถ้าจะบอกว่าสภาเป็นศูนย์รวมอำนาจนิติบัญญัติและบ่อเกิดอำนาจฝ่ายบริหารก็คงจะไม่ผิดมากนัก จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมถึงมักมีการเรียกกันติดปากว่า “สภาอันทรงเกียรติ”
ทว่าระยะหลังมานี้ กลายเป็นว่าผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกสร้างความแปดเปื้อนให้กับสภา จนสังคมไทยไม่ได้รู้สึกไว้วางใจผู้แทนของตนเองเหมือนในอดีต
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่คาดคิดว่าคนไทยจะได้เห็นการใช้คำพูดในสภาของผู้แทนราษฎรราวกับคนไร้การศึกษา ไปจนถึงการขว้างปาเอกสาร การดันทุรังเสนอกฎหมายเพื่อฟอกตัวให้กับคนบางคน
แต่ที่แย่ที่สุด คือ การสร้างลัทธิเผด็จการเสียงข้างมาก
นายกฯ บางคนทะนงตนว่าตัวเองมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการประชุมสภา โดยเฉพาะการไม่ใส่ใจที่จะมาตอบกระทู้ถามด้วยตัวเอง
จริงอยู่นายกฯ ย่อมมีภารกิจรัดตัว แต่งานของสภาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ควรหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและปล่อยให้รัฐมนตรีมาทำหน้าที่แทนกลายเป็นวลีทางการเมืองว่า “นายกฯ หนีสภา”
ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ในปัจจุบัน อาจจะดีกว่าสภาในอดีตขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดีเด่นจนสามารถเป็นบรรทัดฐานให้กับใครได้
โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ ที่มีสมาชิก สนช.บางคนแสดงอากัปกิริยาไม่เหมาะสมระหว่างการนับคะแนนลงมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สุดท้าย สนช.ก็ไม่ได้ลงโทษให้เป็นที่หลาบจำแต่อย่างใด
ประเทศไทยเราเถียงกันเรื่องประชาธิปไตยมากว่า 80 ปีแล้ว แต่ก็วนๆ อยู่กับที่ไม่เดินหน้าไปไหน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” ทั้งจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง มิได้ประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีเท่าไหร่







