
20 คำถามเริ่มต้นกับ Options : คำถามที่ 8 Options ที่ใช้สิทธิแล้วไม่คุ้มทำไมยังมีคนซื้อ ?
โดย บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
โดย บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จากบทความที่แล้วที่ได้แนะนำคำศัพท์เกี่ยวกับการซื้อขาย Options มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แนะนำเกี่ยวการแบ่ง Options ตามประเภทความคุ้มค่าของการใช้สิทธิ ที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) In-The-Money 2) At-The-Money และ 3) Out-of-The Money ซึ่งวิธีการแบ่งความคุ้มค่าของ Options นั้นจะใช้การเปรียบเทียบระหว่างราคาปัจจุบันของสินค้าอ้างอิงโดยดูว่าผู้ที่ถือ Options ถ้าใช้สิทธิทันที ณ ขณะนั้นแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่
Options ประเภท In-The-Money คือ Options ที่ใช้สิทธิแล้วคุ้มค่า ส่วน Options ประเภท Out-of-The-Money คือ Options ที่ใช้สิทธิแล้วไม่คุ้มค่า และ Options ประเภท At-The-Money จะเป็น Options ประเภทที่ใช้สิทธิแล้วไม่ได้ไม่เสียเนื่องจากราคาใช้สิทธิเท่ากับราคาสินค้าอ้างอิงพอดี ซึ่งที่ผู้ลงทุน Options ใน TFEX ก็ให้ความสนใจซื้อขาย Options ทั้ง 3 ประเภท
มีผู้ลงทุนมือใหม่หลายคนอาจจะสงสัย Options ประเภท Out-of-The-Money ที่ใช้สิทธิแล้วไม่คุ้ม เช่น Call Options ที่มีสิทธิในการซื้อสินค้าอ้างอิงที่ราคา 110 บาท (Strike Price = 110 บาท) โดยที่ราคาปัจจุบันของสินค้าอ้าอิงอยู่ที่ 100 บาท แต่ทำไมยังมือผู้ลงทุน สนใจซื้อ ถ้า Call Options ที่ซื้อไว้หมดอายุแต่ราคาของสินค้าอ้างอิงไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นก็จะเสียเงินค่า Options ให้กับผู้ขายไปฟรี ๆ สู้เอาเงินไปซื้อ Options ที่เป็น In-The-Money น่าจะดีกว่าหรือไม่
สาเหตุที่ Options ประเภท Out-of-The-Money มีผู้ลงทุนสนใจซื้อ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะใช้สิทธิแล้วไม่คุ้มค่าเนื่องจาก การระบุว่า Options ตัวไหนเป็นประเภท In-The-Money หรือตัวไหนเป็น Out-of-The-Money นั้นเป็นการเปรียบเทียบราคาใช้สิทธิของ Options ตัวนั้น ๆ (Strike Price) กับราคาของสินค้าอ้าง ณ ขณะนั้นเท่านั้น โดย Strike Price ของ Options แต่ละตัวจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้คือ ราคาของสินค้าอ้างอิง จากตัวอย่างข้างต้น ถ้าเมื่อเวลาเปลี่ยนไปราคาสินค้าอ้างอิงปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 100 บาท เป็น 120 บาท ตัว Call Options ที่มี Strike Price 110 บาท จะเปลี่ยนจาก Options ประเภท Out-of-The-Money กลายเป็น Options ประเภท In-The-Money
ส่วน Options ประเภท In-The-Money ที่ตอนแรกใช้สิทธิแล้วคุ้มค่า ก็มีโอกาสที่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นได้อีกหรืออาจเปลี่ยนกลายมาเป็น Options ประเภท Out-of-The-Money ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ตอนแรกราคาสินค้าอ้างอิงเท่ากับ 100 บาท Call Options ที่มี Strike Price 90 บาทก็จะจัดอยู่ใน Options ประเภท In-The-Money ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงเพิ่มขึ้นจาก 100 เป็น 120 บาท Options ตัวนี้ก็จะยิ่งมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงลดลงจาก 100 บาทเหลือ 80 บาท Options ตัวนี้ที่ Strike Price 90 บาทก็เปลี่ยนกลายมาเป็น Options ประเภท Out-of-The-Money
จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าตอนแรก Options ที่เราซื้อไว้จะมีสถานะเป็น Out-of-The-Money คือใช้สิทธิแล้วไม่คุ้มค่าทำให้ไม่น่าจะมีมูลค่าเมื่อเทียบกับราคาตลาดของสินค้าอ้างอิง (มูลค่าที่แท้จริงหรือ Intrinsic Value = 0) แต่ภายในระยะเวลาที่คงเหลือของ Options ผู้ซื้อยังมีโอกาสลุ้นที่ Options จะเพิ่มมูลค่าได้ โดยการแลกกับเงินค่า Options ที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ขาย ซึ่งสิทธิที่ได้รับตรงนี้จึงทำให้ Options เกิดมูลค่าขึ้นมา โดยเราจะเรียกมูลค่าของ Options ตรงนี้ว่า มูลค่าของเวลา (Time Value)
ดังนั้นราคาของ Options ที่ซื้อขายกันจะมีมูลค่าจาก 2 ส่วนประกอบกัน คือ มูลค่าที่แท้จริง (ส่วนต่างของราคาใช้สิทธิกับราคาตลาดของสินค้าอ้างอิงกรณีที่ใช้สิทธิแล้วคุ้มค่า)บวกกับมูลค่าของเวลา (มีโอกาสที่ Options จะเพิ่มค่า) ซึ่งสำหรับ Options ประเภท Out-of-The-Money และ At-The-Money จะมีมูลค่าที่แท้จริงเป็นศูนย์ แต่ยังคงซื้อขายกันด้วยมูลค่าของเวลานั่นเอง
ในบทความนี้มีความตั้งใจให้ผู้อ่านคุ้นเคยกับคำว่า In-The-Money, At-The-Money และ Out-of-The Money โดยมีตัวอย่างเปรียบเทียบราคาใช้สิทธิกับราคาสินค้าอ้างอิง และอธิบายให้เข้าใจถึงส่วนประกอบของราคา Options ที่เกิดจากมูลค่า 2 ส่วน คือ มูลค่าที่แท้จริงบวกกับมูลค่าของเวลา ซึ่งในส่วนของมูลค่าของเวลานี้จะเป็นส่วนที่ทำให้ผู้ลงทุนสนใจซื้อ Options ประเภท Out-of-The Money สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถหาข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อขาย Options ได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ หรือ เว็บไซต์ www.tfex.co.th







