
จัดพอร์ตรับ “ทรัมป์”
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด
ผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์สำหรับการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ทั่วโลกจับตามองอย่างให้ความสนใจกันมาก ผลที่ออกมากับผลที่ตามมาดูเหมือนจะเรียกได้ ประธานาธิบดีที่ชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" จะสั่นสะเทือนให้กับโลกพอสมควรเลยทีเดียว แม้ว่าหลังจากเลือกตั้งเสร็จสิ้นและยังไม่ได้เข้าสู่การเป็นประธานาธิบดีอย่างสมบูรณ์ แต่ที่เห็นได้ทันทีคือการเดินประท้วงในสหรัฐฯที่ไม่เอานายทรัมป์และที่ตามมาคือการปรับตัวผันผวนของตลาดหุ้นและสินทรัพย์อื่นๆทั่วโลก
อาจจะเร็วเกินไปที่จะให้ "โดนัลด์ ทรัมป์" เป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลก แต่การที่เป็นผู้นำของประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐฯแล้ว ตำแหน่งนี้ดูเหมือนเป็นของคู่กันมาตลอด
ณ ตอนนี้ "ทรัมป์" ก้าวขึ้นเป็นผู้นำหมายเลข 1 แล้ว สถานการณ์มีการกลับมามองว่าทรัมป์จะทำตามที่หาเสียงไว้หรือไม่หรือมีการผ่อนคลายในบางเรื่องลงมา แล้วการลงทุนในสินทรัพย์ต่างจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรต่อไปยังไม่มีความแน่ชัด จึงบังเกิดความผันผวนในตลาดหุ้นตอนนี้อย่างมาก
อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าในที่สุดแล้วผู้นำประเทศก็จะบริหารประเทศให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสียอยู่แล้ว ดังนั้นการลงทุนก็จึงต้องปรับให้เข้ากับทิศทางบวกที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน ไม่ว่านโยบายของ"ทรัมป์" จะเป็นอย่างไร หรือเปลี่ยนแปลงพลิกไปพลิกมาแค่ไหนก็ตาม การลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนรับสถานการณ์ได้เช่นกัน บล.KTBST เชื่อว่าด้วยคณะรัฐบาล ทีมงานต่างๆที่จะคอยกำกับดูแลการบริหารประเทศให้ไปในทิศทางที่ถูกที่ควรและเกิดประโยชน์กับคนอเมริกันในที่สุด ซึ่งโดยทางอ้อมน่าจะส่งผลในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกเช่นกัน
เช่นเดียวกัน KTBST Wealth Managementที่คอยให้คำปรึกษานักลงทุนส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิด ที่คอยวิเคราะห์สถานการณ์ให้คำแนะนำการลงทุน ประเมินปัจจัยบวกปัจจัยลบและมุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นและสร้างผลตอบแทนที่ดีกับนักลงทุนที่ใช้บริการ
บล.KTBST ที่ติดตามเรื่องการเลือกตั้งสหรัฐฯและวิเคราะห์การลงทุนหลังจาก "ทรัมป์" ได้เป็นประธานาธิบดี แนวโน้มของสินทรัพย์ต่างๆ น่าจะมีทิศทางในช่วงที่เหลือของไตรมาส 4 ปี 2559 ดังต่อไปนี้
หุ้น : จะมีความผันผวนมากขึ้นซึ่งควรระวังในการลงทุนจากแนวโน้มที่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯน่าจะปรับขึ้นสูง รวมทั้งการที่ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากหุ้นไทย อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงส่งการกระตุ้นภาครัฐอยู่ ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยได้ผ่านการทดสอบจากปัจจัยต่างๆที่รุนแรงเข้ามากระทบตลาดก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Brexitหรือผลการเลือกตั้งสหรัฐฯที่ผิดความคาดหมาย โดยรวมดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,420-1,520 จุด โดยมองว่าตลาดหุ้นที่จะมีแนวโน้มดีคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯกับญี่ปุ่น ส่วนตลาดที่จะได้รับผลด้านลบคือ ยุโรป เอเชียและตลาดเกิดใหม่
ตราสารหนี้ : ในระยะนี้ต้องระวังการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว โดยเฉพาะที่มีอายุคงเหลือตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เพราะจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯที่น่าจะปรับขึ้น และส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐและไทยปรับขึ้นตามไปด้วย จึงควรเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปีเพื่อรอจังหวะ โดยคาดว่ายิลด์ของพันธบัตรรัฐบาลไทยน่าจะขึ้นไปแตกระดับ 2.5% ได้
ทองคำ : ทองคำมีปัจจัยลบหลายปัจจัย แนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ทิศทางราคาทองคำน่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัวอออกด้านข้างในขาลง (Sideway Down) แต่หากมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น ก็รอดูจังหวะในการเก็บสะสมได้ โดยมองระดับราคาทองคำที่ระดับ1,200-1,300 เหรียญฯ
อสังหาริมทรัพย์ : อัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะปรับขึ้น จะทำให้อัตราผลตอบแทนระหว่างตราสารหนี้และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเข้าอยู่ในระดับใกล้กันมากขึ้น ความน่าสนใจของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ลดลงทำให้อาจมีแรงเทขายทำกำไรโดยอัตราผลตอบแทนอสังหาฯเมื่อเทียบกับตราสารหนี้อาจจะลดลงมาเหลือประมาณ 4.5% แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ไทยยังดีกว่าเมื่อเทียบกับอสังหาฯในต่างประเทศและน่าลงทุนอยู่สำหรับนักลงทุนระยะยาว
พอร์ตการลงทุนที่ KTBST Wealth Managementมองไปในระยะ 2-3 เดือนจากนี้ บนการคาดการณ์ที่ว่าสินทรัพย์เสี่ยงจะมีความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนของนโยบายที่ "ทรัมป์" จะทำ ผมขอแนะนำพอร์ตลงทุนที่เหมาะสมโดยกระจายการลงทุนตามตารางประกอบ
แม้จะมีปัจจัยต่างๆเข้ามาทำให้ตลาดผันผวนอย่างหนัก แต่ด้วยกลยุทธ์ลงทุนของKTBST Wealth Managementที่มองหาจังหวะการลงทุนตลอดเวลาแม้จะเกิดความผันผวน ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนหนึ่งเช่นกันนอกเหนือจากการกระจายลงทุน จึงทำให้นักลงทุนมั่นใจในการลงทุนกับ KTBST Wealth Management ในช่วงที่ผ่านมาครับ .....







