posttoday
ยิ่งใหญ่ยิ่งดี จริงหรือไหม?

ยิ่งใหญ่ยิ่งดี จริงหรือไหม?

22 พฤศจิกายน 2559

โดย กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์ข้อมูลอาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)

โดย กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ  นักวิเคราะห์ข้อมูลอาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)

คำพูดนี้ฟังดูเผินๆแล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะเห็นด้วย ตัวอย่างเช่น คนส่วนใหญ่ก็คงจะชอบนั่งรถคันใหญ่มากกว่ารถคันเล็ก พักอาศัยในบ้านหลังใหญ่มากกว่าคอนโดห้องสตูดิโอเล็กๆ หรือแม้กระทั่งเวลาเราไปสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ด เราก็มักจะสั่งชุดใหญ่ แต่ถามว่าแท้จริงแล้ว มันจำเป็นหรือไหมที่ว่า ยิ่งใหญ่แล้วมันจะยิ่งดีเสมอไป ดังเช่นเรื่องที่วันนี้ผมอยากจะเล่าให้ผู้ลงทุนฟังนั้นก็คือ เรื่องของขนาดของกองทุนรวม ซึ่งหลายท่านอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ซึ่งบ้างก็ว่ามันเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน หรือ บ้างก็ว่าดูดีมีความน่าเชื่อถือ

ทราบกันหรือไหมครับว่ากองทุนรวมเปิดทั่วไปในบ้านเรานี้ กองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงถึง 242,619.68 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2559) ซึ่งนั้นก็คือ กองทุนเปิดเค เอ็ม พลัส ของ (K-MPLUS) บลจ. กสิกรไทยและมีอีก 11 กองทุนที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิเกินกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นกองทุนประเภทตลาดเงินและกองทุนตราสารหนี้ ของ บลจ. ที่มีธนาคารเป็นบริษัทแม่ทั้งสิ้น ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้แปลกอะไรเพราะระยะหลังมานี้กองทุนเหล่านี้มักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการลงทุนที่เข้ามาทดแทนการฝากเงินในธนาคารมากขึ้น

แต่ทั้งนี้จุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ ในจำนวน 20 กองทุนที่มีขนาดใหญ่ในประเทศไทยนี้ มีถึง 5 กองทุนที่เป็นกองทุนหุ้นติดอันดับเข้ามาด้วยและทั้งหมดนี้ก็เป็นกองทุน LTF ด้วย ซึ่งขนาดของกองทุนนั้นจะส่งผลต่อผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นๆหรือไม่อย่างไร ลองมาติดตามกันครับ

โดยทั่วไปแล้วนั้นการที่กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆนั้นย่อมต้องส่งผลถึงผลการดำเนินงานของกองทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แถมส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไปในทางลบมากกว่าด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นตัวอย่างเช่น กองทุนหุ้นชื่อดังFidelity Magellanที่บริหารโดย Peter Lynch ครั้งหนึ่งก็เคยประสบกับปัญหานี้มาแล้ว(แต่ถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้หรือตลาดเงินนั้นมักจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบสักเท่าไรเนื่องมาจากตลาดตราสารหนี้นั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่สามารถที่จะรองรับเม็ดเงินลงทุนได้มากกว่า) ซึ่งเมื่อกองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆอาจจะส่งผลต่อความยากลำบากในการบริหารจัดการให้คงอยู่ในนโยบายการลงทุนเดิมที่ตนเองถนัด(style consistency) จนอาจจะต้องเปลี่ยนสไตล์ในการลงทุน หรืออาจจะต้องมีการลงทุนในหุ้นตัวอื่นๆเพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการกระจายการลงทุนเพิ่มมากขึ้น
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกองทุนที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กSmall Cap จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากเพราะการที่กองทุนมีเงินลงทุนจำนวนมากจะไปซื้อหุ้นตัวเล็กๆก็อาจจะประสบปัญหาในเรื่องของสภาพคล่องก็เป็นได้ เพราะโดยปกติแล้วหุ้นขนาดเล็ก Small Cap นั้นจะมีมูลค่าตลาดรวมเพียงแค่ 10% ของมูลค่าตลาดทั้งหมดเท่านั้น

“แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า กองทุนที่มีขนาดเล็กนั้นจะมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่ากองทุนที่มีขนาดใหญ่”

และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วกองทุนจะมีวิธีการจัดการเรื่องการเติบโตของขนาดกองทุนอย่างไรได้บ้าง สิ่งที่กองทุนในต่างประเทศมักจะทำกันบ่อยก็คือ ปิดหรืองดรับเงินลงทุนจากนักลงทุนรายใหม่ (Closed to new investors) แต่ยังคงเปิดให้นักลงทุนเดิมลงทุนเพิ่มเติมได้ ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะช่วยชะลอเม็ดเงินลงทุนได้เพื่อประโยชน์ในการรักษาสไตล์และนโยบายการลงทุนแบบเดิมเอาไว้

สรุปคือ “ยิ่งใหญ่ยิ่งดี นั้นไม่เสมอไปนะครับ” ดังนั้นแล้วในฐานะนักลงทุนเราควรมองเรื่องขนาดของกองทุนนี้อย่างไร ในมุมหนึ่งเรื่องความมั่นคงก็คงจะมีส่วนเพราะถ้ากองทุนมีขนาดเล็กเกินไปก็มีความเสี่ยงอาจจะถูกปิดตัวลงได้ง่าย แต่สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากที่สุดก็คือ การที่กองทุนนั้นมีขนาดใหญ่เรื่อยๆแล้วนั้นมันจะส่งผลต่อสไตล์และนโยบายของกองทุนหรือไม่อย่างไร และถ้าเปลี่ยนกองทุนนั้นจะยังเหมาะกับวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราอยู่หรือไม่ เราคงไม่อยากจะซื้อกองทุนหุ้นขนาดเล็กแต่สุดท้ายกองทุนไปลงทุนในหุ้นขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ถูกไหมครับ

และนอกเหนือไปจากนี้ เรื่องของผลตอบแทน ความเสี่ยง ผู้จัดการกองทุนพอร์ตการลงทุน และค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรดูประกอบการเลือกลงทุนในกองทุนรวมทุกครั้งไป ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังกันต่อในโอกาสต่อๆครับ

 

 


 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ