แรงสะเทือนจากทรัมป์
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ. หลักทรัพย์ ธนชาต
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ. หลักทรัพย์ ธนชาต email: [email protected]
กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นเกิดใหม่เป็นสัปดาห์ที่ 2 ก่อนไหลเข้าสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
กระแสการโยกย้ายเงินทุนครั้งนี้เป็นผลพวงจากการคาดการณ์ที่เทไปทางด้านที่ว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐโดนัล ทรัมป์ จะเร่งเงินเฟ้อในสหรัฐ อัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะขึ้นเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น
ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นราว 4% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทะลุแนวต้าน 100.5 มาเคลื่อนไหวอยู่แถว 101.3 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ราคาพันธบัตรทั่วโลกทรุด ดันบอนด์ยีลพุ่งแรง บอนด์ยีลพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐทะยานขึ้นราว 0.5% ล่าสุดปิดอยู่ที่ 2.35%
ด้านตลาดหุ้นเกิดใหม่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดทั้งหุ้น และตราสารหนี้ ส่งผลกดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง
กรณีระบบการเงินไทยอยู่ในสถานะที่ดีมากที่จะรับมือกับ “เงินทุนไหลออก” เนื่องจากสภาพคล่องในระบบสูงลิ่ว เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 8% ของ GDP คิดเป็นกว่า 1 ล้านล้านบาท/ปี นอกจากนั้นธปท.ยังมีเครื่องมือในการปรับสภาพคล่องทางการเงิน คือมีพันธบัตรธปท.คงค้างที่สูงถึงราว 2.7 ล้านล้านบาท ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศก็สูงถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่หนี้ต่างประเทศอยู่ในสัดส่วนต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค นอกจากนั้นสัดส่วนการถือครองตราสารหนี้และหุ้นไทยก็ต่ำเมื่อเทียบกับของเพื่อนบ้านหรือเทียบกับตัวเองในอดีตไทยจึงเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่ปลอดภัยที่สุด
หากแบ่งนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์เป็นสามกลุ่ม ได้แก่ 1) นโยบายการคลัง 2) นโยบายการค้า 3) นโยบายการเงิน ประเมินว่า นโยบายการคลังน่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญมากกว่านโยบายอื่น
นโยบายด้านการค้านั้น แม้ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส แต่อัตราภาษีการค้าน่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะมีผลบังคับใช้ และผลกระทบยังต้องขึ้นอยู่กับปฏิกริยาของคู่ค้าของสหรัฐด้วย
สำหรับนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐยังคงมีอิสระในการดำเนินนโยบาย เฟดคงจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธ.ค.นี้ และอย่างน้อยอีก 2 ครั้งในปีหน้า
ท่าทีของเฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นมิตรต่อตลาดในปี 60 ก่อนที่จะมาเป็นเร่งขึ้นดอกเบี้ยในปี 61 เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่นางเจเน็ต แยลเลน จะออกจากตำแหน่งประธานเฟดหลังครบวาระในเดือนก.พ.61
แม้จะเผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออก แต่ตลาดหุ้นไทยก่อนสิ้นปีนี้ยังมีความเสี่ยงด้านล่างจำกัดอยู่แถว 1455 จุด กรณีเลวร้ายยังมีแนวรับสำรองที่ 1412 จุด เนื่องจากสภาพคล่องทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง และเม็ดเงิน LTF/RMF ที่รอไหลเข้าตลาดไม่น้อยกว่าอีก 2 หมื่นล้านบาทก่อนสิ้นปี จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง
ราคาหุ้นที่ลดลงจะทำให้ Valuation หุ้นไทยดูน่าสนใจมากขึ้น ดึงดูดเงินลงทุนระยะกลาง-ยาวเข้าช้อนซื้อ
แนะรอเลือกซื้อหุ้นรายตัวเช่น BJC (รับรู้กำไร BIGC เต็มไตรมาส ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง จะถูกรวมเข้าดัชนี MSCI ปลายเดือนนี้ และมีโอกาสสูงที่จะถูกรวมเข้าไปในการคำนวณดัชนี SET50), EA (รับรู้รายได้จากกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม ผลการดำเนินงานมีเสถียรภาพสูง), กลุ่มที่กำไรยังมีแนวโน้มดี KCE, BEAUTY CHG, CK, ILINK, IRPC เป็นต้น (โปรดศึกษาเพิ่มเติมก่อนตัดสินลงทุนจากบทวิเคราะห์ของธนชาต)


