
แปรพลังแห่งศรัทธา
เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่คนไทยพร้อมใจเดินทางมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีกลางท้องสนามหลวง
โดย...พะนะท่าน [email protected]
เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่คนไทยพร้อมใจเดินทางมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีกลางท้องสนามหลวง เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
จารึกไว้อีกหนึ่งวันด้วยสถิติบันทึกไว้ว่ามีคนไทยเข้าร่วมมากกว่า3 แสนคน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการจัดกิจกรรมบนท้องสนามหลวง เป็นภาพแห่งความประทับใจของคนไทยและทั่วโลก
ทุกคนที่เดินทางไม่ว่าคนแก่หรือเด็ก ไม่กลัวแม้ฝนจะตก ไม่กลัวแม้ต้องยอมตากแดดเปรี้ยงๆ ไม่กลัวแม้แต่จะต้องมาเบียดเสียด ภาพครอบครัวอุ้มลูกหอบหลานมุ่งมาที่จุดเดียว เหล่าพสกนิกรมากันด้วยหัวใจไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน ต่างเพื่อต้องการแสดงออกถึงความรักและศรัทธา เทิดทูนต่อ “มหาราชา” ที่อุทิศพระวรกายทั้งชีวิตทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน
ดูแล้วประทับใจ นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ของคนไทยจริงๆ ที่มาด้วยสิ่งเดียวเพื่อยกย่อง “พระมหากษัตริย์ของประชาชน”
ถ้าเราสามารถแปรพลังด้านบวกของปรากฏการณ์ท้องสนามหลวงและอีกหลายแห่งทั่วประเทศให้มาเป็นสิ่งดีงาม ก็คงสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไม่น้อย
คนไทยวันนี้อยู่ในบรรยากาศโศกเศร้า น้ำตาไม่หยุดไหล ใจหายไม่เลิก แต่ชีวิตต้องก้าวเดินต่อ ประเทศไทยต้องไปข้างหน้า ไม่ว่าใครจะรวยล้นฟ้า ไม่มีใครหยุดสัจธรรมแห่งการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ไปได้
เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็ได้ทิ้งหลักธรรมคำสอนเมื่อสองพันปีก่อน ให้รู้ถึงเหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์ที่นำมาใช้ได้เป็นแก่นแท้กับชีวิตมนุษย์ในปัจจุบัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต คำสอนของพระองค์มีมากมายสุดที่จะคณานับ การมุ่งเป็นคนดี ทำเพื่อส่วนรวมยึดประเทศเป็นที่ตั้ง
ถามว่าวันนี้คนไทยอยากให้ประเทศเป็นอย่างไร คำตอบส่วนใหญ่หนีไม่พ้นประเทศชาติสามัคคี สงบสุข แล้วพลังแห่งศรัทธาเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่
ย้อนกลับไปดู ช่วงหลังในสถานการณ์วิกฤตการเมือง เราจะพบว่าก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม หรือตลอดทั้งเดือน ธ.ค. ขั้วการเมือง แกนนำม็อบทุกสีจะรวมใจเว้นวรรคหยุดขัดแย้ง เลิกทะเลาะ ใส่ร้ายป้ายสี ต่อเนื่องไปถึงเทศกาลปีใหม่ เป็นบรรยากาศแห่งความสุขที่กลับมาสู่คนไทยทั้งชาติ
แน่นอน เราคงไม่หวังให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังมีอยู่ต้องยุติลงในฉับพลัน ความเห็นแตกต่างเกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ทำร้าย ไม่ปลุกระดมให้เกลียดชังเหมือนที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในยามนี้การเมืองไทยยังซ่อนความขัดแย้งลึกๆ ถ้าทุกฝ่ายยึดมั่นในพระราชดำรัสที่มุ่งให้เกิดความสามัคคี สร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา และเหล่าผู้ถืออำนาจเห็นถึง “พลังประชาชน” ที่รวมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีให้กับพระมหากษัตริย์ที่เป็นแบบอย่างของชนชาวไทย เขาก็ควรนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว
บรรยากาศแห่งความสมานฉันท์ สันติสุขที่เราหวังไว้ ไม่ควรเกิดเฉพาะเดือน ธ.ค. แต่เกิดขึ้นทั้งปีนับจากนี้ให้เป็นนิมิตใหม่กับประเทศไทย







