
วางกลยุทธ์ลงทุนด้วยWealth Management
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด
จะขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ย ..? เป็นคำถามที่เราๆได้ยินกันมาตลอดในช่วงนี้และก็น่าจะมีการพูดถึงกันต่อไปเพราะถ้าเป็นเรื่องของการลงทุนแล้ว ข่าวสารเรื่องของธนาคารสหรัฐฯ (Fed) ที่พูดถึงถาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯในทุกครั้ง ถูกนำไปคาดการณ์ถึงการขึ้นดอกเบี้ยและส่งผลต่อตลาดหุ้นแทบทุกครั้ง แม้การประชุมในเดือน ก.ย. ล่าสุด Fedจะคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ก็ตาม ... ยังมีธนาคารกลางยุโรปอีกแห่งที่ยังต้องทำนั่นทำนี่เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น และก็ไม่แพ้กันคือธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ทั่วโลกจับจ้องเช่นกัน ว่ารัฐบาลของ นายก (มาริโอ)อาเบะ จะใช้ท่าไม้ตายอะไรกระตุ้นเศรษฐกิจให้นักลงทุนตื่นเต้นกันอีก ยังรวมไปถึงปัจจัยอย่างราคาน้ำมัน และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะมา ซึ่งเรื่องต่างๆทั้งหมดดูเหมือนส่งผลต่อบรรยากาศลงทุนเสมอ ในทุกครั้งที่มีการพินิจวิเคราะห์กัน .... แม้แต่ประเทศไทยเองเศรษฐกิจที่ยังชะลอ ล่าสุด กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ แต่ยังมีเรื่องอื่นๆที่ยังต้องติดตามดู เช่น ตัวเลขหนี้ครัวเรือน การลงทุนของเอกชน ที่อาจเป็นตัวแปรต่อเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไทยเราเองนั้น แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่แย่มาก ปัจจัยพื้นฐานต่างๆยังค่อนข้างดี แต่เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนที่ไม่ใหญ่มาก (ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านล้านบาท) เมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ นั่นคือการที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าออกจึงมีผลกระทบต่อตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ กล่าวคือความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนบวกกับข่าวที่ส่งผลต่อบรรยากาศลงทุน นำพามาซึ่งความผันผวนที่มากขึ้นในปัจจุบันและกระทบพอร์ตลงทุนในที่สุด
ผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่าความผันผวนดังกล่าวหากเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว อาจจะรับมือกับความผันผวนนี้ได้หรืออาจจะชอบด้วยซ้ำ เพราะมองว่าเป็นโอกาสแต่หากเป็นท่านๆที่พอร์ตลงทุนนั้นเป็น "การวางแผนทางการเงิน" สำหรับใช้จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์แล้วอย่างเรื่อง "วางแผนการเงินเมื่อเป็นคุณพ่อมือใหม่" หรือ "วางแผนทางการเงินเพื่อการศึกษาลูก" ที่ผมนำได้เสนอไปในครั้งก่อนนั้น อาจจะเรียกได้เลยว่าผลกระทบจากความผันผวนดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดเลย ..... (เพราะทุกคนอยากมีเงินให้ลูกใช้ ไม่ได้อยากเป็นแมงเม่าให้ลูกเห็น)
"ความไม่แน่นอนอันเป็นเหตุให้เกิดความผันผวนนั้น จึงต้องบริหารจัดการด้วยกลยุทธ์กับเครื่องมือการลงทุนที่เหมาะสม แต่ที่สำคัญคือการที่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาการลงทุนตลอดเวลา ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการให้บริการทางการเงินของ Wealth Management" ที่บริษัทหลักทรัพย์ KTBSTคือ เราให้บริการที่ปรึกษาการลงทุนในแต่ละภาวะตลาด ด้วยผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย อาทิ การลงทุนหุ้นในประเทศ , หุ้นต่างประเทศ , กองทุนรวม, กองทุนส่วนบุคคล , ตราสารหนี้เอกชน , ตราสารหนี้ภาครัฐ ด้วยการใช้กลยุทธ์จับจังหวะลงทุน (Timing)และกระจายการลงทุน (Asset Allocation)ในหลากหลายสินทรัพย์ และที่สำคัญคือ การติดตามดูภาวะตลาดและปัจจัยต่างๆ เพื่อให้คำแนะนำในการปรับพอร์ตลงทุน(Adjust Monitor)
ช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา KTBST Wealth Management เราบริหารพอร์ตการลงทุนจนและได้รับความชื่นชมจากนักลงทุนค่อนข้างดี ด้วยผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และกลยุทธ์ลงทุนจากทีมวิเคราะห์ ทำให้ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนแต่ KTBST ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ลูกค้าของเรา... ตัวอย่างพอร์ตที่ขออนุญาตแนะนำให้แก่นักลงทุนเพื่อเผชิญความผันผวนในช่วงนี้ ผมขอแนะนำตามตารางประกอบ
การคอยดูแลพอร์ตของนักลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดบนความเสี่ยงที่เหมาะสม คือ การวางแผนการเงินและใช้เครื่องมือลงทุนที่ถูกต้อง ดังนั้นปัจจัยลบที่เกิดขึ้นสามารถลดความเสี่ยงเพื่อรอปัจจัยบวกกลับมา ในขณะเดียวกันปัจจัยบวกคือโอกาสในการทำกำไร แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าช่วงไหนจะเกิดปัจจัยลบหรือปัจจัยบวก ดังนั้น จึงต้องมีที่ปรึกษาการลงทุนที่คอยวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา
“KTBST เราใช้ความเชี่ยวชาญบริหารจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือ มีผลิตภัณฑ์ลงทุนหลากหลายให้เลือก ให้กลยุทธ์และคำแนะนำ และสุดท้ายคือให้ผลตอบแทนที่ดี ... นั่นคือ “KTBST Wealth Management”







