
ครั้งสุดท้าย?
“ขอให้เคสของน้องบอสเป็นกรณีสุดท้าย...” คำกล่าวของ นายอัมพร ทองเนื้อขาว บิดาของนายโชคชัย ทองเนื้อขาว หรือน้องบอส
โดย...ขำ เคืองใจ [email protected]
“ขอให้เคสของน้องบอสเป็นกรณีสุดท้าย...” คำกล่าวของ นายอัมพร ทองเนื้อขาว บิดาของนายโชคชัย ทองเนื้อขาว หรือน้องบอส นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จ.ชลบุรี
ทราบตามสื่อไปแล้วนะครับ เหตุการณ์รับน้อง หรือจะใช้คำว่าพิธีเปิดพี่รหัสน้องรหัส เนื่องจากแสลงใจกับคำว่า “รับน้อง” ก็ตาม
จนเป็นเหตุให้น้องใหม่รายนี้ต้องเข้าไอซียู แต่ขณะนี้เป็นเรื่องน่ายินดี น้องเค้าฟื้นคืนสภาพร่างกาย โดยหวังว่าจะหายเป็นปกติในเร็ววัน ทุกคนก็โล่งใจ
อย่างที่คุณพ่อน้องบอส กล่าวไว้ข้างต้นนั่นล่ะครับ จะเป็นกรณีสุดท้ายจริงหรือเปล่า เพราะในแต่ละปีมักมีข่าวเหตุการณ์ “รับน้อง” ขึ้นหน้าหนึ่งอยู่เป็นประจำ
ทั้งการกระทำความรุนแรง แสดงพฤติกรรมหยาบโลน ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพทางร่างกายและจิตใจ กระทั่งได้รับบาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิต
ในที่สุดผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ญาติพี่น้อง ต้องมานั่งเศร้าโศกเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่ที่ว่าจะแจ็กพอตเกิดขึ้นกับลูกหลานของครอบครัวท่านใดเท่านั้นเอง
ซึ่งปีนี้มาเกิดขึ้นกับน้องบอส เชื่อว่าคงมีอีกหลายกรณีเพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โต
พ่อน้องบอส บอกว่า “ขอฝากไปถึงรุ่นพี่ทุกคน ผู้บริหารสถานศึกษา รมว.ศึกษาธิการ และนายกรัฐมนตรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีข้อควรระวังและมาตรการกำหนดกิจกรรมรับน้องให้ชัดเจน”
เสียงวิงวอนแบบนี้ ไม่รู้จะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของบรรดาผู้เกี่ยวข้องอีกหรือเปล่า
ความจริงไม่ได้ต่อต้านคัดค้านการรับน้องหรอกนะครับ อีกอย่างหลายต่อหลายท่านเคยใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยล้วนผ่านประสบการณ์การรับน้อง ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่
รุ่นน้อง
ครั้นหยิบเหตุการณ์นี้มาเป็นเคสเตือนใจด้วยการตัดบทสรุปว่า ให้ออกคำสั่งทุกสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชนห้ามรับน้องอีกต่อไป ถึงแม้สั่งห้าม เชื่อเหลือเกินว่าต้องแอบรับน้องกันอยู่ดี คราวนี้ล่ะยิ่งไกลหูไกลตากันเข้าไปใหญ่ ยากหาคนรับผิดชอบอีก
อย่างเมื่อวานนี้ เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เผยผลสำรวจความคิดเห็นนักศึกษาต่อสถานการณ์การรับน้องในมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 45.75% มองว่ากิจกรรมรับน้องยังอยู่ในเกณฑ์ดี สร้างสรรค์ 10.37% มองว่าอยากให้แก้ไขอย่างเร่งด่วนเพราะเป็นปัญหาอย่างมาก
ขณะที่ 18.44% เห็นว่าไม่เกิดประโยชน์กับนักศึกษา และ 25.44% มองว่ากิจกรรมจะเกิดปัญหาบ้างบางส่วนแต่ไม่มาก
เมื่อมองภาพโดยรวม กิจกรรมรับน้องอยู่ในวิสัยสามารถจัดต่อไปได้ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับรูปแบบวิธีจัดกิจกรรม และการเอาใจใส่ดูแลมากกว่า
หากรุ่นพี่ซึ่งจะเติบโตเป็นบัณฑิต มีสติสัมปชัญญะสักหน่อย ผู้บริหารสถาบันติดตามดูแลให้มากขึ้น คงไม่มีเสียงวิงวอนตามมา “ขอให้เคสนี้เป็นกรณีสุดท้าย” หรอกครับ







