
กลัวอะไร
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับลงมาถึง 9% ภายในเวลาเพียง 8 วันทำให้ค่า Forward PE ปี 2559 ของตลาดอยู่ที่ 13.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่อยู่ที่ 14 เท่า และต่ำที่สุดในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) โดยต่ำกว่า PE เฉลี่ยของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียถึง 17% มากกว่าสถานการณ์ปกติที่เราจะ discount สองตลาดดังกล่าว 12-15% การปรับลงแรงของ SET ยังทำให้ Earnings yield gap (วัดผลต่างระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกับพันธบัตร) สูงขึ้นเป็น 5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 4% ชี้ถึงความน่าลงทุนของตลาดหุ้น (น่าลงทุนมากกว่าพันธบัตร) ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในประเทศและของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เปลี่ยนไปในช่วง 8 วันที่ผ่านมา เรียกได้ว่าหุ้นหลายตัวที่เคยแพงก่อนหน้านี้ (PE สูง) ปรับลงมาอยู่ในระดับที่ถูกในเชิงพื้นฐาน ถือว่าอยู่ในจุดที่น่าซื้อ
อย่างไรก็ตาม ซื้อแล้วคงยังไม่ขึ้นทันที บรรยากาศน่าจะอึดอัดเช่นนี้ไปอย่างน้อยจนกว่าจะผ่านพ้นการประชุมเฟด 20-21 กันยายนนี้ก่อน การซื้อในที่นี้คือซื้อลงทุน จะว่าไปหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยเลยในการประชุมเดือนนี้ แต่อย่ามาก เพียง 0.25% เชื่อว่าหุ้นน่าจะขึ้นทันทีเพราะช่วงนี้ลงมารอรับข่าวแล้วเรียบร้อย แต่หากเดือนนี้ยังคงดอกเบี้ย ตลาดหุ้นคงจะมีบรรยากาศนี้อีกครั้งประมาณเดือนธันวาคมซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ที่หลายฝ่ายคาดว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่าเดือนอื่นๆ
ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ย SET จะเป็นอย่างไร
ตลาดหุ้นที่ปรับลงทั่วโลกเพราะความกังวลว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ดังนั้น ถ้าเราย้อนดูสถิติในอดีตในช่วงที่ดอกเบี้ยเฟดกลับทิศ คือดอกเบี้ยต่ำๆมาระยะหนึ่งแล้วปรับขึ้นครั้งแรก (Fed tightening) ซึ่งมี 3 ครั้งคือในปี 2537 ปี 2542 และปี 2547 เราพบว่าในช่วง 3 เดือนหลังจากเฟดขึ้นดอกเบี้ยในปี 2537 SET ปรับลง 15% ส่วนปี 2542 SET ปรับลง 13% และปีล่าสุด 2547 SET ปรับลงเพียง 3% และถ้านับในช่วง 6 เดือนหลังจากเฟดขึ้นดอกเบี้ย ปี 2537 SET ยังปรับลง 8% ส่วนปี 2542 SET ปรับขึ้น 5% และปี 2547 SET ปรับขึ้น 2% สถิติดังกล่าวสะท้อนว่ายิ่งระยะหลัง ผลกระทบจากเฟดยิ่งเจือจางลงเพราะนักลงทุนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้นและมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น ทั้งนี้ หลังจากเฟดขึ้นดอกเบี้ยแล้วประมาณ 1 ปี ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นเพราะมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของสหรัฐ และอาจรวมถึงความเสี่ยงของตลาดโลกที่ลดลงด้วย
มีหุ้นอะไรลงทุนได้บ้าง
หุ้นที่จ่ายปันผลสูง รวมทั้ง REIT / Infrastructure Fund เป็นแหล่งพักเงินที่ดีในระยะนี้สำหรับนักลงทุนที่ขายแล้ว รอซื้อรอบใหม่ ส่วนหุ้นที่ FSS เห็นว่าพื้นฐานดีและ PE ปรับลงมาอยู่ในระดับที่ไม่แพงแล้ว เช่น TACC และ SAPPE ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่มเครื่องดื่มที่เราชอบทั้งคู่ ราคาหุ้นปรับลงแล้ว 20-21% ทั้งคู่ ทำให้ Forward PE ปี 2560 ของ TACC ปรับลงจาก 37 เท่าเหลือ 29 เท่า เท่ากับในช่วงที่ยังไม่ได้รวมธุรกิจเบเกอรี่ ‘โดนัท’ ที่กำลังจะวางขายในร้าน 7-11 กว่า 9 พันสาขาทั่วประเทศตั้งแต่ 26 กันยายนนี้ ขณะที่ Forward PE ปี 2560 ของ SAPPE ปรับลงจาก 23 เท่าเหลือ 18 เท่าเท่ากับช่วงที่มีปัญหาสินค้าในตลาดจีนถูกเลียนแบบและตลาดอินโดนีเซียแย่เพราะค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่า แต่วันนี้ SAPPE ใกล้ได้ข้อสรุปกับ Distributor รายใหม่ในจีน ส่วนตลาดอินโดฯฟื้นตังแต่ 2Q16 ราคาหุ้นปัจจุบันน่าสนใจ เราแนะนำซื้อทั้ง TACC ราคาพื้นฐานปีหน้า 9.50 บาทและ SAPPE ราคาพื้นฐานปีหน้า 32 บาท
สำหรับ BIG เราปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปีหน้าที่ 5.55 บาท ราคาหุ้นปรับลงจนมี Forward PE ปีหน้าเพียง 13.5 เท่า discount จากกลุ่มกว่า 40% ขณะที่เป็นไปได้อาจมีปันผลระหว่างกาล 0.06 บาท/หุ้น กำไร 2H16 ยังสดใสแม้ว่า Big Camera Big Pro Day ครั้งที่ 10 จะทำยอดขายได้ไม่มากเท่าครั้งก่อนเพราะสินค้าหลายตัวขาดตลาดและรุ่นใหม่ๆยังไม่มา ส่วนธุรกิจพิมพ์ภาพดิจิตอลประสบความสำเร็จมาก
BEAUTY ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเร็วก่อนหน้านี้จนทำให้ FSS ลดคำแนะนำลงเป็นถือในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ปัจจุบันราคาปรับลงมาจนมี Forward PE ปีหน้าที่ 35 เท่า (จากสูงสุดที่ 43 เท่า) ขณะที่แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังสดใสและดีกว่าครึ่งปีแรก ตามฤดูกาล การเปิดสาขาใหม่ และมีสินค้าใหม่ ลูกค้าจีนและตะวันออกกลางรวมกันยังอยู่ที่ 25-30% FSS ยังคงคาดกำไรปีนี้เติบโต 43% ปีหน้าขยายตัวต่อเนื่องอีก 20% จึงกลับมาแนะนำซื้ออีกครั้ง ราคาพื้นฐานปีนี้ 10.20 บาท







