
คุณูปการของสนธิ
เห็นภาพของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เดินเข้าห้องขังจากคำตัดสินของศาลฎีกาในคดีเซ็นเอกสารปลอมกู้เงินธนาคารกรุงไทย ที่มีโทษสูงสุดถึง 20 ปี แล้ว ก็รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
เห็นภาพของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เดินเข้าห้องขังจากคำตัดสินของศาลฎีกาในคดีเซ็นเอกสารปลอมกู้เงินธนาคารกรุงไทย ที่มีโทษสูงสุดถึง 20 ปี แล้ว ก็รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย
เพราะตลอดวิกฤตการเมืองไทย ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีสนธิ ประเทศไทยก็คงไม่เดินถึงจุดนี้
ย้อนกลับไปทศวรรษที่แล้ว วันที่ สนธิ ตัดสินใจบริภาษ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และอดีตเพื่อนรัก อย่างรุนแรงผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ จน “จุดติด” สามารถตั้งขบวนการเสื้อเหลือง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประเทศนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เพราะอย่างน้อย มีการ “ชุมนุมใหญ่” ขนาดล้มนายกรัฐมนตรี ได้ถึง 2 ระลอก ไม่ว่าจะเป็นรอบแรกในปี 2549 ที่ถึงกับนำไปสู่การรัฐประหาร โดยอีกหนึ่งสนธิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จากการเปิดประเด็นการคอร์รัปชัน การทุจริตเชิงนโยบาย อย่างการขายหุ้นชินคอร์ปโดยไม่เสียภาษี รวมถึงประเด็นที่อ่อนไหวที่สุ ดอย่างการ “ไม่จงรักภักดี”
และอีกระลอก ในปี 2551 ที่สนธิ ชุมนุมยืดเยื้อนานกว่า 193 วัน จนสามารถล้มนายกรัฐมนตรี “พวกทักษิณ” ได้ถึง 2 คน ทั้ง สมัคร สุนทรเวชทั้ง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ภายใต้ประเด็นคล้ายเดิม แต่เพิ่มเติมคือรัฐบาลในขณะนั้น”ขายชาติ” ด้วยการลงเอ็มโอยูกับกัมพูชา เพื่อขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก กลายเป็นคดีขึ้นศาลโลกหลายปี
ระลอกนี้ ควรโน้ตไว้ด้วยว่า ได้ทำให้แกนนำ “เสื้อเหลือง” มีคดีติดตัวตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการบุกยึดสถานที่ ราชการอย่าง “ทำเนียบรัฐบาล” การบุกรุกสถานีเอ็นบีที ที่สำคัญที่สุดคือการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินยุบพรรคการเมือง ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ จนได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกัน หากไม่มี สนธิ วันนั้น ก็ยากยิ่งที่ อภิสิทธิ์ จะได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
กระนั้นเอง แป๊ะลิ้ม ก็ต้องพบกับเหตุไม่คาดฝัน เมื่อรถตู้ของตัวเอง ถูกกองกำลังติดอาวุธระดมยิงจนพรุน ใจกลางกรุงจนกระสุนลูกหนึ่งเฉียดหัว ตราบจนถึงวันนี้ ก็ยังเป็นปริศนาว่าใครเป็นคน “สั่งยิง” ทั้งที่กรุงเทพฯ ยังอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะเดียวกันกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง ก็เกิดเสียขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ ทราบสาเหตุ
หลังเหตุระดมยิง สนธิก็กลับมาขึ้นเวที หันมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ในประเด็น “เขาพระวิหาร” แต่น่าเสียดายที่การชุมนุมครั้งนี้ จำนวนผู้เข้าร่วมจากเรือนแสน เหลือเพียงหลักร้อย และเขาก็กลับไปอยู่ในมุมเดิมแถวถนนพระอาทิตย์อีกครั้ง คงเหลือเพียงภารกิจเดียวคือ เอาตัวให้รอดจากภาวะเศรษฐกิจ และเอาตัวให้รอดจากอีกหลายคดีความที่ยังคงเหลือ
ในที่สุด คำตัดสินของศาลก็ได้ปิดตำนานผู้ ยิ่งใหญ่แห่งบ้านพระอาทิตย์ ผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมืองไทย ให้มีรอยแยกขนาดใหญ่สีเหลือง-แดง จนกลายเป็นข้ออ้างให้เกิดการรัฐประหารสองครั้งสองครา และก็แน่นอน หากสนธิไม่ออกหน้าสู่เมื่อ 11 ปีที่แล้ว อาจไม่มีคสช.ในวันนี้ก็ได้
“เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” อาจเป็นสำนวนไทยที่สนธิเข้าใจลึกซึ้งดีที่สุด







