
โมเดลป๋า
หากดูกันให้ดีๆ จะพบว่า ข้อเสนอของทั้ง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
หากดูกันให้ดีๆ จะพบว่า ข้อเสนอของทั้ง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) บางคน และของฝ่าย “กองเชียร์” รัฐบาล ที่อยู่กันตามที่ต่างๆ นั้น เป็นความพยายามที่ไม่
แตกต่างอะไรกับการย้อนยุคกลับไปสู่สมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ เมื่อครั้งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เพราะห้วงเวลา 8 ปี ของ ป๋าเปรม ไม่เพียงแต่เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่าง “ประชาธิปไตย” และ “รัฐทหาร” หากแต่กลุ่มทุนก็แฮปปี้กับนายกฯ เปรม เพราะป๋ามีความสามารถพิเศษในการดึงข้าราชการหัวนอก จากสภาพัฒน์ จากกระทรวงการคลัง หรือที่เรียกว่าเทคโนแครตระดับ “หัวกะทิ” เข้ามารับใช้
ขณะเดียวกัน ป๋าก็แยกตัวเองออกจากนักการเมือง ด้วยการสร้างบุคลิกผู้อยู่เหนือการเมือง แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะแย่อย่างไร แม้ว่าใครจะมีข่าว “คอร์รัปชั่น” อย่างไร ป๋าก็ไม่เกี่ยว
หากจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วมีสิทธิถูกกระทบชิ่งมาถึง นายกฯ เปรม เมื่อไร ป๋าก็จะประกาศยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ และไม่ว่าพรรคใดได้คะแนนเสียงอันดับ 1 ก็จะอัญเชิญป๋า กลับมาเป็นนายกฯ อยู่ดี
ที่สำคัญคือ สมญา “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย คอนเนกชั่นที่ซับซ้อน การวางหมากทางการเมืองชั้นเซียน รวมถึงอำนาจทางการทหาร ที่ติดตัวเสมอมา ได้ทำให้ไม่ว่าจะมีความพยายามก่อ “รัฐประหาร” กี่ครั้ง ป๋าก็อยู่ยงคงกระพัน
นายทหารรุ่นน้องที่สวมสูทเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลทุกคนจึงอยากจะเจริญรอยตามโมเดลของป๋า เพราะถือเป็นครั้งสุดท้ายที่คนจากกองทัพบก ประสบผลสำเร็จสูงสุดในทางการเมือง
เพราะไม่เพียงแต่ “มีอำนาจ” เท่านั้น แต่ยัง “รักษาอำนาจ” ได้ยาวนาน รวมถึงยังไปบอกกับโลกได้อีกว่า มาตามแนวทาง “ประชาธิปไตย” จนสุดท้ายก็ลงจากตำแหน่งแบบสวยๆ ซ้ำยังได้ตำแหน่ง “รัฐบุรุษ” มาห้อยท้ายอีกต่างหาก
จึงไม่ต้องแปลกใจ หากผู้ที่อยู่รอบกาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จึงเชียร์นักหนาว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ลุงตู่อยู่ในอำนาจลากยาวแบบเดียวกับป๋าเปรม โดยไม่ต้องไปเกลือกกลั้วกับระบบการเมือง หรือการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ช่วงเปลี่ยนผ่านในปี 2016 ไม่ได้ง่ายเหมือนทศวรรษที่ 1980’s ที่ประชาชนยังไม่ได้เข้ามาเป็น “ผู้เล่น” ในทางการเมือง
ในทางกลับกัน สถานะของ “ลุงตู่” ก็ไม่ได้เป็นคนพูดน้อย ไม่ได้วางตัว “เป็นกลาง” หากแต่เกลียดชังนักการเมือง และตั้งแง่กับมวลชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชัดเจน ด้วยเหตุนี้ การประสานอำนาจกับกลุ่มการเมือง กับกลุ่มทุน หรือแม้แต่ในกองทัพด้วยกันเอง จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
หากไม่มีอำนาจพิเศษอย่างมาตรา 44 หรือการบังคับใช้กฎหมายด้วยการให้ฝ่ายต่อต้าน ต้องขึ้น “ศาลทหาร” ก็รับรองได้ว่าสถานะของลุงตู่ จะไม่ได้อยู่สง่างามอย่างป๋าเปรม
เพราะฉะนั้น ข้อเสนออย่างการให้ ลุงตู่ อยู่ลากยาวแบบป๋าเปรม จึงไม่ใช่ความปรารถนาดี แต่คือการพยายามทำลายขุนทหาร คสช.มากกว่า
ดีไม่ดี นอกจากลุงตู่จะจบไม่สวยแล้ว เผลอๆ การเมืองไทยจะกลับมาอีนุงตุงนังเสียยิ่งกว่าช่วงก่อน คสช.จะยึดอำนาจเสียด้วยซ้ำ







