
มองข้ามเฟดยังไปยังเลือกตั้งสหรัฐ
โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
ในช่วงนี้ สายตานักลงทุนคงจับจ้องไปที่การประชุมเฟดและการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันในวันที่ 20-21 ก.ย. นี้เป็นหลัก เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยไหม? ขึ้นไม่ไหร่? แล้วถ้าขึ้นจะขึ้นต่อเนื่องไหม? ส่วน BoJ จะมีมาตรการใดออกมาหรือไม่? นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักๆ ทั่วโลกยังคงมีผลต่อทิศทางการลงทุนค่อนข้างมาเหมือนเช่นเดิม แต่ ณ ที่นี้ ผมขอพูดถึงปัจจัยถัดไปที่จะเข้ามากระทบทิศทางการลงทุนในช่วงปลายปี คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน นี้
ตัวแทนทั้งสองพรรคก็เป็นที่ทราบกันแล้ว คือ นาง ฮิลลาลี คลินตัน เป็นตัวแทนจากพรรคเดโมแครต และ นาย โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกัน ความแตกต่างของนโยบายหาเสียงหลักๆ ก็สอดคล้องกับมุมมองของแนวคิดแต่ละพรรคการเมือง เช่น ในด้านภาษี คลินตันต้องการขึ้นอัตราภาษี “คนรวย” ขณะที่ทรัมป์ต้องการลดอัตราภาษีสำหรับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล, ในด้านการค้าระหว่างประเทศ คลินตันอาจจะไม่เห็นด้วยกับข้อตกลง TPP แต่ก็ยังมีท่าทีเปิดกว้างต่อการค้าระหว่างประเทศ ส่วนทรัมป์มีแนวคิดที่จะกีดกันการค้าระหว่างประเทศเพื่อป้องป้องผู้ผลิตในประเทศ พร้อมจะระบุให้จีนเป็น “Currency Manipulator”ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตึงเครียดขึ้นไปอีก, หรือในเรื่องผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย คลินตันมีนโยบายเปิดรับผู้อพยพเหล่านี้และต้องการเร่งกระบวนการให้สัญญาณชาติแก่บุคคลเหล่านี้ ขณะที่ทรัมป์ต้องการที่จะ “เนรเทศ” ผู้อพยพผิดกฎหมายเหล่านี้ออกไปให้หมด เป็นต้น
ด้วยท่าทีที่ค่อนข้างรุนแรงของทรัมป์นี้ ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงที่สำคัญหากได้รับคัดเลือกมาเป็นประธานาธิบดีของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกนี้
แม้กระทั่งคนในพรรครีพับลิกันเองก็ไม่ได้สนับสนุนเขานัก นาย เทด ครูซ ผู้เข้าชิงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันที่พ่ายแพ้ต่อทรัมป์ไป ก็ปฏิเสธที่จะสนับสนุน (Endorse) ทรัมป์เป็นตัวแทนพรรค หรือแม้กระทั่ง นาย พอล ไรอัน ที่มีตำแหน่งเป็นถึงประธานสภาผู้แทนราษฏรจากพรรครีพับลิกัน แม้จะออกมาสนับสนุนทรัมป์แต่ก็ดูท่าทีไม่เต็มใจเท่าใดนัก ทำให้โอกาสในการชนะของทรัมป์ดูเหมือนจะยิ่งแย่ลงไปใหญ่
ผลโพลล์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า คลินตัน มีคะแนนเสียงนำอยู่ค่อนข้างมาก โดยได้คะแนนเสียง 45% เทียบกับคะแนนเสียงของทรัมป์เพียง 39% (ข้อมูลจาก NY Times) ก็พอมองได้ว่า “ปลอดภัย” อยู่ แต่หลายท่านก็คงทราบว่าคะแนนเสียงรวมอาจไม่ได้บอกอะไรนักในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะบ่อยครั้งผลแพ้-ชณะจะถูกตัดสินด้วยคะแนนเสียงในเพียงไม่กี่รัฐเท่านั้น (Swing States)ซึ่งหากดูผลโพลล์ในรัฐเหล่านี้ คลินตันก็ยังมีคะแนนเสียงนำทรัมป์อยู่หลายรัฐ โดยเฉพาะในฟลอริดาที่อาจจะใหญ่สุดในบรรดา Swing States ทั้งหมด
แต่ก็ใช่ว่าตลาดจะไม่ “กังวล” เมื่อใกล้ถึงวันเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม หากมองด้วยคะแนนเสียงในปัจจุบันนี้ก็อาจจะยังพอ “วางใจ” ได้บ้าง ซึ่งอาจทำให้สินทรัพย์เสี่ยงไม่ได้ปรับตัวลงมากนักด้วยประเด็นนี้
หาก คลินตัน ชนะการเลือกตั้ง ก็ใช่ว่าจะดี เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพรรครีพับลิกันสามารถคุมเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ ทำให้การทำงานของประธานาธิบดีโอบามาจากพรรคเดโมแครตนั้นยากลำบาก จึงต้องติดตามผลการเลือกตั้ง สส.-สว. ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน ด้วยว่าพรรครีพับลิกันจะยังสามารถคุมเสียงข้างมากได้หรือไม่ (ซึ่งก็ฟังดูแปลกว่าเลือกประธานาธิบดีจากเดโมแครต แต่ สส.-สว. จากรีพับลิกัน) ซึ่งจะทำให้การผลักดันนโยบายต่างๆ ของคลินตันก็จะยากลำบากไม่ต่างจากโอบามา
แน่นอนว่าภายในระยะเวลาอีก 2 เดือน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทางฝั่งทรัมป์เองก็พยายามแก้เกมด้วยวิธีต่างๆ จากที่เคยบอกว่าจะส่งผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศ “ทั้งหมด” ว่าจะส่งกลับเฉพาะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย “ที่มีประวัติอาชญากรรม” และทรัมป์เองก็ภาษีดีกว่าคลินตันในหลายด้าน จากการสำรวจหนึ่งที่ให้ผู้ตอบโยง “คำพูด” ต่างๆ กับผู้สมัครจากทั้งสองพรรคเช่น คำว่า ประสบความสำเร็จ, ฉลาด, ทำงานหนัก, แข็งกร้าว, รักชาติ, ทุจริต, อันตราย, ชั่วร้าย, บ้า เป็นต้น ผลปรากฎว่าคำพูดเหล่านั้นใช้อธิบายทรัมป์ดีกว่าคลินตันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นคำพูดในเชิงที่บวกหรือเชิงลบ ก็น่าติดตามว่าทรัมป์จะนำส่วนดีเหล่านั้นออกมาให้ชาวอเมริกันเห็นได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่เหลือการที่ทรัมป์เพิ่งเปลี่ยนผู้จัดการแคมเปนหาเสียงของเขาก็คงเป็นความพยายามเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น
อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งจริง เราอาจต้องมาลุ้นว่าแกจะพูดอะไรออกมาบ้างในแต่ละวันเพราะรู้สึกว่านโยบายของเขาจะเปลี่ยนได้ง่ายเหลือเกิน ซึ่งบางด้านอาจทำให้ตลาด “ตกใจ” ได้ ความไม่แน่นอนดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นคือ ถ้าเกิดทรัมป์ชนะขึ้นมาจริงๆ ก็ .... จบ(คอลัมน์) ครับ







