
สนช.ผู้ทรงเกียรติ
“สภาอันทรงเกียรติ” เป็นคำที่เราคุ้นหูอยู่แล้ว สะท้อนถึงความทรงเกียรติของบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย
โดย...หงส์แดง [email protected]
“สภาอันทรงเกียรติ” เป็นคำที่เราคุ้นหูอยู่แล้ว สะท้อนถึงความทรงเกียรติของบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย
ตามระบบปกติสภาอันทรงเกียรตินี้จะใช้กับสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อตอกย้ำการที่พวกคุณนั่งอยู่ในสภาต้องตระหนักไว้เสมอว่ากำลังทำหน้าที่ให้กับประชาชน รักษาผลประโยชน์ทางนิติบัญญัติให้กับประชาชน ไม่ใช่มานั่งตากแอร์และหายใจทิ้งไปวันๆ
แต่ปัจจุบันระบบนิติบัญญัติของเราอยู่ในภาวะพิเศษอย่างที่ทุกคนเข้าใจกันดี ซึ่งอยู่ในรูปแบบ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” หรือ สนช.
เรื่องที่มาของ สนช. ใครๆ ก็รู้ว่ามาจากการคัดสรรของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาแบบนี้ด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าสมาชิก สนช. ไม่ได้มีสถานะมีตัวแทนของประชาชน เพราะไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น
รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 รับรองให้ สนช.มีสถานะเทียบเท่ากับกับสภาและวุฒิสภา พร้อมกับกำหนดปรัชญาในการทำหน้าที่ของ สนช.ไว้ด้วย
“สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องอุทิศตนให้แก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย” ความในมาตรา 11
แต่เวลานี้ สนช.กำลังกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เสียเอง หลังจากแสดงท่าทีว่า สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบตามคำถามพ่วงที่ผ่านการประชามติ
สนช.มีตรรกะรองรับความคิดของตัวเองว่า เมื่อวุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบได้ฉันใด ก็ย่อมมีอำนาจเสนอชื่อได้ฉันนั้น
คิดแบบ 1+1=2 มันก็ไม่ผิดหรอกครับ เพราะในเรื่องตัวเลขจะคิดด้วยการนับนิ้วหรือเครื่องคิดเลขคำตอบก็เหมือนกัน แต่สำหรับกรณีนี้ถามว่าใช้ตรรกะแบบนั้นได้หรือไม่
ผมเองความรู้ทางกฎหมายก็ไม่ได้มากมาย เพียงแค่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรเท่านั้น แต่มีนักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง คือ อาจารย์พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งขออนุญาตนำมาบางส่วนมาเสนอดังนี้
“หากตีความว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบ หมายถึงกระบวนการต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา (อำนาจอื่นๆ) แล้ว ถ้อยคำนี้ในบทบัญญัติอื่นๆ ของรัฐธรรมนูญก็ย่อมต้องมีความหมายทำนองนี้ด้วยหรือไม่?
อาทิ มาตรา 132 ที่ให้รัฐสภาประชุมร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นก็ย่อมต้องหมายถึง วุฒิสภาเองมีอำนาจในการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งๆ ที่มาตรา 131 มิได้มอบอำนาจให้วุฒิสภาเป็นผู้มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ การตีความดังกล่าวจึงเป็นการตีความอันมีลักษณะเป็นการเข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยปริยาย”
ผมคงไม่อาจให้ความเห็นเกี่ยวกับความเห็นทางวิชาการของอาจารย์พรสันต์ได้ แต่ถ้าใครยึดหลักวิญญูชนแล้ว ย่อมมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว







