
แสวงหาผลตอบแทนจาก High Yield Bond
โดย...ปัญญพัฒน์ ประคุณหังสิต กองทุนบัวหลวง
โดย...ปัญญพัฒน์ ประคุณหังสิต กองทุนบัวหลวง
ปี 2559 เป็นอีกปีหนึ่งที่การลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนทำได้ยากลำบากขึ้น เนื่องจากตลาดเกิดความผันผวนสูงจากข่าวดีและร้าย ตั้งแต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ราคาน้ำมันที่ผันผวน การเพิ่มมาตรการ QQE และปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่น มาตรการ QE ของธนาคารกลางยุโรปและแผนการเข้าซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนในยุโรป ล่าสุดคือ ผลประชามติของอังกฤษในการออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ BREXIT ซึ่งเชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปี ความผันผวนในตลาดยังคงมีอยู่ต่อไป จากความไม่แน่นอนทั้งการเมืองและเศรษฐกิจหลังเกิด BREXIT
สำหรับนักลงทุนที่มีแผนการลงทุนระยะยาว และยอมรับกับความผันผวนของราคาในตลาดหุ้นได้ ถือเป็นโอกาสอันดีในการเลือกลงทุนหุ้นที่มีศักยภาพ หรืออาจหันไปเน้นลงทุนในหุ้นที่ให้ปันผลสูง หรือลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
แต่แน่นอนว่านักลงทุนอีกส่วนหนึ่งยังรับมือกับความผันผวนดังกล่าวไม่ได้ และยังคงลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำกว่าอย่างตราสารหนี้ ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ไดเร็กระบุว่า ในครึ่งปีแรก กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลาง/ยาวของไทยมีเงินไหลเข้ามากสุดถึง 1.14 แสนล้านบาท หรือเกือบ 1 ใน 3 ของเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนรวมทุกประเภททำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุ โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่1.54% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และเป็นระดับเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย (1.50%)
ปรากฎการณ์ดังกล่าวหาได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่อุบัติไปทั่วโลก โดยปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลสัดส่วนถึง 30% ของมูลค่ารวมพันธบัตรทั่วโลก ให้อัตราผลตอบแทนติดลบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “นักลงทุนที่ถือพันธบัตรดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ ยอมจ่ายเงินให้ลูกหนี้อย่างรัฐบาล แทนที่จะได้รับดอกเบี้ยจากการปล่อยเงินกู้เหมือนปกติ” ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่น ทั้งเพิ่มมาตรการ QE และลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนติดลบที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม Search-for-yield ขึ้นเพื่อหาผลตอบแทนในการลงทุน
แม้แต่การลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีความเสี่ยงด้านเครดิต ก็มีอัตราผลตอบแทนต่ำลงเช่นเดียวกัน โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัท Unileverในยุโรปสามารถออกหุ้นกู้อายุ 4 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 0% ได้สำเร็จ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าในอนาคต อาจเห็นหุ้นกู้ภาคเอกชนที่ให้อัตราผลตอบแทนติดลบเฉกเช่นพันธบัตรรัฐบาล เหตุดังกล่าวบ่งชี้ว่า การลงทุนในตลาดตราสารหนี้รูปแบบเดิมคือพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีระดับน่าลงทุน (Investment Grade Bond) ไม่อาจตอบโจทย์ความต้องการผลตอบแทนได้อีกต่อไป
ดังนั้นแล้ว ทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนที่ยังต้องการลงทุนในตราสารหนี้ และสามารถรับความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นกว่าเดิมเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ ก็คือการลงทุนใน High Yield Bond
High Yield Bond คือหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับน่าลงทุน (Investment Grade) หรือต่ำกว่า BBB- ซึ่งอันดับความน่าเชื่อถือจะถูกจัดโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่เป็นที่ยอมรับ และถือเป็นตัวสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้คืนของแต่ละบริษัท ทำให้การลงทุนใน High Yield Bond ต้องยอมรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ภาคเอกชนระดับ Investment grade รวมทั้ง ยังต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป และบางช่วงเวลาอาจสูงเทียบเท่าหุ้นสามัญได้ แต่หากบริษัทผู้ออกตราสารยังสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดจนถึงวันครบกำหนดชำระคืนของหุ้นกู้ นักลงทุนก็จะได้เงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในหุ้นปันผลที่มิได้ระบุอัตราเงินปันผลไว้แน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับผลประกอบการในแต่ละช่วงของบริษัท
ทั้งนี้อันดับความน่าเชื่อถือที่ต่ำกว่าระดับน่าลงทุนนั้น มิได้หมายความว่าบริษัทที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง หรือใกล้จะล้มละลาย บางส่วนอาจเป็นบริษัทที่เคยอยู่ใน Investment Grade แต่ประสบปัญหาบางประการจนกระทบต่อผลประกอบการ จนถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง หรือที่เรียกว่า Fallen Angel บางบริษัทสามารถฟื้นฟูกิจการจนกลับมาเติบโต และได้รับการปรับขึ้นอันดับความน่าเชื่อถือขึ้นสู่ Investment Grade อีกครั้ง หรือบางส่วนอาจจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก (SME) ที่มีศักยภาพ แต่ไม่เป็นที่รู้จักในตลาดการเงินมาก่อน หรืออาจเป็นบริษัทในธุรกิจใหม่ ซึ่งมีความสามารถและโอกาสที่จะเติบโตกลายเป็นบริษัทชั้นนำในอนาคต
นอกจากนี้ การผิดนัดชำระหนี้ยังแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม อย่างเช่นในช่วงต้นปีที่ราคาน้ำมันตกต่ำ ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้ของอุตสาหกรรมน้ำมันเพิ่มขึ้นแตะ 15% อุตสาหกรรมสำรวจและขุดเจาะน้ำมันสูงถึง 29% ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ยังทรงตัวในระดับเดิม ทำให้อัตราการผิดนัดเฉลี่ยของ High Yield Bond ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 4.9% ซึ่งยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่ 4% ทั้งนี้ภายหลังเกิด BREXIT ได้ทำให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มดำเนินมาตรการการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป (หรืออาจเพิ่มมาตรการ QE หรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกสำหรับบางประเทศ) เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะถอยกลับสู่ภาวะหดตัวอีกครั้ง จึงยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะช่วยให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้ของ High Yield Bond โดยรวม ไม่เร่งตัวสูงเหมือนช่วงมีวิกฤติเศรษฐกิจ
ด้านมุมมองของผลตอบแทน สิ่งที่นักลงทุนต้องคำนึงในการลงทุน High Yield Bond ก็คือ อาจเกิดภาวะขาดทุนจากราคาได้ แต่การขาดทุนดังกล่าวจะลดลงตามระยะเวลาลงทุน ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 5 และ 10 ปีของดัชนี BofAMerill Lynch Global High Yield Bond มีการขาดทุนด้านราคาที่ -1.95% และ -1.39% ตามลำดับ ขณะที่ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่จ่ายรายปีอยู่ในระดับสูง 7-8% ถือเป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน และสูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ที่มีระดับน่าลงทุน
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ที่สูง ทำให้การลงทุนใน High Yield Bond จำต้องใช้การวิเคราะห์ในแต่ละบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วน และควรกระจายการลงทุนทั้งในรายบริษัทผู้ออกตราสาร และรายอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวให้มากที่สุด เหล่านี้คือข้อจำกัดสำหรับการลงทุนด้วยตนเอง
ดังนั้น กองทุนบัวหลวงจึงได้นำเสนอกองทุนที่ลงทุนใน High Yield Bond ของสหรัฐฯ ในชื่อ “กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์” (B-HY) ซึ่งลงทุนในหน่วยลงทุน AXA WORLD FUNDS-US High Yield Bonds (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักได้กระจายการลงทุนใน High Yield Bond กว่า 150 บริษัท ครบทั้ง 13 ภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ พร้อมมีทีมงานกว่า 40 คนทำหน้าที่วิเคราะห์ ตั้งแต่ภาพรวมเศรษฐกิจจนถึงรายบริษัท ก่อนจะกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุน ทำให้ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนหลักในปี 2006 เป็นต้นมา กองทุนฯมีหลักทรัพย์ผิดนัดชำระหนี้เพียง 3 หลักทรัพย์เท่านั้น และยังเกิดขึ้นหลังวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯปี 2008 อีกด้วย ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับการผิดนัดชำระหนี้ในตลาด US High Yield Bonds ที่มีถึง 280 หลักทรัพย์ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้เราเชื่อมั่นว่า “กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์” จะเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจในปัจจุบัน
ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน
เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้แนะนำการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน







