
ภาษีที่ดินกับผลกระทบ (ตอนที่ 2 )
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
บทความที่แล้ว ผมกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย และอันดับความเหลื่อมล้ำของประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของความพยายามที่จะปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีในรัฐบาลยุคต่างๆ จนมาสำเร็จในรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยภาษีมรดก บทความนี้จะพูดถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งผมขอเรียกสั้นๆว่าภาษีที่ดิน ซึ่งหลังจากประกาศออกมา ก็โดนเสียงคัดค้านจากผู้ถือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่ในที่สุดรัฐบาลชุดนี้ก็ผลักดันจนสำเร็จ อันที่จริงทั้งภาษีมรดกและภาษีที่ดิน ได้มีแนวคิดนี้มาในรัฐบาลหลายสมัยแล้ว แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่กลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อฐานเสียง และความนิยมของพรรคการเมืองของตน จึงทำให้จนแล้วจนรอด ไม่สามารถคลอดภาษี 2 ตัวนี้ออกมาได้ แท้งเสียก่อนทุกครั้งไป ข้อดีของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ดีตรงนี้แหละ
กลับมาที่ภาษีที่ดินที่ประเทศไปแล้ว แน่นอนต้องส่งผลกระทบกับผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ทุกคน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่ามูลค่าที่ถือครอง และการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองอย่างไร โดยอัตราการจัดเก็บภาษีตามรูปประกอบ
ซึ่งจะเห็นได้ว่า อัตราที่จัดเก็บที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอัตราเพดานที่ต่ำสุดคือ 0.2 % แต่เริ่มต้นจะเรียกเก็บในอัตราที่ต่ำมากคือ มูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษีในขณะที่มูลค่า 50-100ล้านบาท ต้องเสียภาษีในอัตรา 0.05% และมากกว่า 100 ล้านเสียภาษีในอัตรา 0.1 % ผมลองยกตัวอย่างให้ดู ถ้าท่านมีที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมมูลค่า 100 ล้านบาท ในปี 2560 ซึ่งเป็นปีเริ่มแรกที่เสียภาษีที่ดินเริ่มมีผลใช้บังคับ ท่านจะต้องเสียภาษีที่ดินละประมาณ 25,000 บาทเท่านั้น
ส่วนบ้านพักอาศัยที่เป็นบ้านหลังหลักที่ใช้อยู่อาศัยโดยดูจากชื่อที่อยู่ในทะเบียนบ้านไหน บ้านนั้นจะเป็นหลัก ในกรณีที่มีบ้านหลายหลังอยู่ในครอบครอง ถ้าบ้านหลักมีมูลค่าไม่มากกว่า 50 ล้านบาท (โดยคำนวณตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและห้องชุดตามราคาประเมินทุนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน) ถ้าท่านเป็นมหาเศรษฐีมีบ้านมูลค่า 100 ล้านบาท ท่านจะต้องเสียภาษี 25,000 บาท ในอัตราเดียวกับที่อยู่เพื่อการเกษตรกรรม ตกเฉลี่ยเดือนละประมาณ 2,000 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับค่าส่วนกลางในกรณีที่เป็นคอนโดถ้ามีมูลค่า 100 ล้านบาท ค่าส่วนกลางน่าจะตกประมาณ 30,000 บาทบวกลบต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบเงินภาษีกับค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายต่อเดือนแล้วก็คงไม่เป็นภาระให้กับท่านที่เป็นมหาเศรษฐีมากมายนัก ส่วนบ้านพักหลังถัดไป ก็จะต้องเสียภาษีในเกณฑ์ที่สูงขึ้นตามตาราง
สมมติว่าท่านมีบ้านพักอีก 3 หลังซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าเท่ากับ 30 ล้านบาท ท่านจะต้องเสียภาษีต่อปีเท่ากับ 29,000 บาท เฉลี่ยตกเดือนละไม่ถึง 2,500 บาท ซึ่งไม่มากมาย การที่รัฐเรียกเก็บในช่วงแรกๆในอัตราที่ต่ำ เพราะว่าไม่ต้องการให้ประชาชนรับภาระมากเกินไป และต้องการสร้างความคุ้นเคยให้กับประชาชนในด้านภาษีที่ดินซึ่งเป็นประเภทภาษีรูปแบบใหม่ ที่ประเทศไทยไม่เคยจัดเก็บ ผมมีข้อเสนอแนะให้ท่านที่มีบ้านหลายหลัง ให้รีบย้ายชื่อไปใส่ในทะเบียนบ้านที่มีมูลค่ามากที่สุด เพื่อประโยชน์ในทางภาษีภายในปีนี้แล้วมาอ่านผลกระทบของภาษีที่ดินที่มีต่อผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักเก็งกำไรอสังหาอย่างไรในบทความหน้ากันครับ







