
ตลาดหุ้นไทยดูน่าสนใจมากขึ้น
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต ,[email protected]
ปลายสัปดาห์ก่อน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ธนชาต ได้ออกบทวิเคราะห์ Siam Senses ชื่อ Thai Passion ผมคิดว่า น่าสนใจมากจึงสรุปประเด็นสำคัญมานำเสนอดังนี้
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นไทยกลับดูน่าสนใจมากขึ้น จากทั้งเสถียรภาพทางการเมืองและทางการเงิน นอกจากนั้นผลการดำเนินงานของบจ.ยังมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
เนื่องจากฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ธนชาต ได้วิเคราะห์หุ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม แบบเจาะลึกถึง 131 ตัว เราจึงนำเสนอมุมมองของเรา และความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบริษัทที่ดี ทั้งนี้บริษัทที่นำเสนออาจไม่ใช่หุ้นเด่นสุด เนื่องจากเรามุ่งเน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวเป็นหลักมากกว่า valuation โดยเรามองเป็นบริษัทมากกว่ามองเป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มที่สำคัญในอนาคต
จากหุ้นจำนวนมากที่หลักทรัพย์ธนชาต ทำบทวิเคราะห์ เราเลือกสรรโดยให้ความสำคัญกับ
ประการแรก พื้นฐานธุรกิจ อันได้แก่ โมเดลการทำธุรกิจ แนวโน้มผลดำเนินงาน ตำแหน่งทางการตลาด และความแข็งแกร่งของแบรนด์ หุ้นที่มีโมเดลธุรกิจและปัจจัยพื้นฐานหลักที่ดีในความเห็นของเรา ได้แก่ CPALL, CPN, BEAUTY, BH, CHG, BDMS, LH, HMPRO, KCE, DELTA และ SCC
ประการที่ 2 เมกะเทรนด์ หรือแนวโน้มหลักทางเศรษฐกิจหรือสังคมที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การอยู่ การใช้สินค้าและบริการต่างๆ จนผลักดันให้ยอดขายของบางอุตสาหกรรมเติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนาน เมกะเทรนด์ที่สำคัญของประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน, การท่องเที่ยว, สังคมผู้สูงอายุ เศรษฐกิจดิจิตอล การพัฒนาเขตเศรษฐกิจทางภาคตะวันออกระยะ 2 พลังงานทดแทน รถยนต์ไฟฟ้า กลุ่มประเทศ CLMV และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยต่ำ
หุ้นที่อยู่ในข่ายนี้และพื้นฐานดีได้แก่ AOT CK STEC SEAFCO AMATA TPCH GL THANI SAWAD BTSGIF CPNRF SPF
ประการที่ 3 การเปลี่ยนแปลงโมเดลการทำธุรกิจ หุ้นที่อยู่ในข่ายนี้และพื้นฐานดีได้แก่ BJC, HMPRO, ROBINS, ILINK, COM7 และ IRPC
ประเทศไทย: มีเสถียรภาพ และแนวโน้มกำไรเปลี่ยน
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั่วโลก ประเทศไทยดูเหมือนจะมีเสถียรภาพทั้งทางด้านการเมืองและทางการเงิน
ประเทศไทยมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีสภาพคล่องส่วนเกินสูงถึง 20% ของ GDP และมีกระแสเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงถึง 12% ต่อ GDP ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้
ด้านผลประกอบการของบจ. หลังถูกปรับลดประมาณการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (Analyst Consensus) เริ่มหันมาปรับขึ้นประมาณการกำไรตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เราคาดว่า จะมีการปรับเพิ่มประมาณการต่อเนื่องหลังการรายงานงบไตรมาส 2
ทั้งนี้คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นทั้งตลาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5% ในปีนี้ และ 12% ในปี 60 จากระดับเฉลี่ยที่ -10% ต่อปีในปี 57-58
นอกจากนั้น ยังมีการเร่งรัดอนุมัติการลงทุนเมกะโปรเจกและทยอยเปิดประมูล พร้อมกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปิดประมูลไปแล้ว 8.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่โครงการที่ผ่านการอนุมัติจากครม. ประกาศทีโออาร์ ซึ่งจะนำไปสู่การประมูลในปีนี้มีมูลค่า 4.5 แสนล้านบาท หรือ 3.2% ของ GDP วัฎจักรการลงทุนรอบใหม่จะดำเนินต่อไปอีก 10 ปี หากการเมืองมีเสถียรภาพ
Valuation ตลาดหุ้นไทยปลายปีนี้และปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ราว 1550 และ 1700 จุด ตามลำดับ อย่างไรก็ดี สภาพคล่องที่ล้นระบบการเงินโลกอาจผลักให้ดัชนีวิ่งเลยเป้าหมายทางปัจจัยพื้นฐาน
แม้โอกาสทำกำไรจากมุมมองพื้นฐานดูเหลือไม่มาก แต่ยังสามารถเลือกลงทุนรายหุ้นได้ (สำหรับลูกค้าหลักทรัพย์ธนชาต สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้)







