
ธนาคารอิตาลี...จุดอ่อนใหม่ในเศรษฐกิจยุโรป
โดย คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)
โดย คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)
หุ้นกลุ่มธนาคารในยุโรปถูกเทขายอย่างหนักหลังผลประชามติ Brexit โดยเฉพาะธนาคารในอิตาลีซึ่งปรับตัวลดลงมาแล้วกว่า 50% นับจากต้นปี
ธนาคารพาณิชย์ในอิตาลีมีปัญหาหนี้เสีย ที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 และเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยหนี้เสียรวมทั้งระบบอยู่ที่ราว 3.6 แสนล้านยูโร หรือคิดเป็น 16% ของสินเชื่อรวม ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ รัฐบาลอิตาลีประเมินว่าธนาคารพาณิชย์ต้องการเงินทุนจำนวน 4 หมื่นล้านยูโรเพื่อรองรับผลขาดทุนจากหนี้เสีย และมีการหารือถึงแนวทางการอัดฉีดเงินทุนโดยตรงจากรัฐบาล (Bail-out) เพื่อแก้ไขปัญหาในภาคธนาคาร
แผนการอัดฉีดเงินทุนดังกล่าวถูกต่อต้านจากสหภาพยุโรป เนื่องจากเป็นการละเมิดข้อบังคับของ EU (EU Bank Recovery and Resolution Directive) ซึ่งกำหนดให้เจ้าหนี้เอกชนต้องแบกรับผลขาดทุน (Bail-in) ก่อนที่รัฐบาลจะสามารถใช้เงินภาษีเข้าช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหา โดยข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้เจ้าหนี้ของธนาคารพาณิชย์ที่มีปัญหาต้องลดยอดหนี้เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 8% ของยอดหนี้รวม โดยเจ้าหนี้รายย่อยบางประเภท เช่น ผู้ฝากเงินไม่เกิน 1 แสนยูโรจะได้รับการยกเว้น กฎดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อลดข้อครหาและเสียงวิจารณ์ของประชาชนในการใช้เงินภาษีเพื่อช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของธนาคาร และเป็นการใช้เงินภาษีอย่างไม่เป็นธรรม
การบังคับใช้กฎดังกล่าวอาจไม่เป็นปัญหามากนักในประเทศอื่นๆ เนื่องจากเจ้าหนี้ที่จะถูกบังคับให้แบกรับผลขาดทุน ส่วนใหญ่มักเป็นนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบันซึ่งถือตราสารหนี้ของธนาคาร แต่สำหรับในอิตาลี ธนาคารพาณิชย์มีการขายตราสารหนี้ให้กับนักลงทุนรายย่อยแทนเงินฝากเป็นจำนวนมากเนื่องจากช่องว่างทางภาษี ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบังคับให้นักลงทุนรายย่อยแบกรับผลขาดทุนของธนาคารพาณิชย์จะส่งผลเสียต่อคะแนนความนิยมของรัฐบาล และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองในอิตาลี
นายกฯ Matteo Renzi ประกาศให้มีการทำประชามติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องการลดอำนาจของวุฒิสภาในการพิจารณาร่างกฎหมายและการถอดถอนนายกฯ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาลและทำให้การผ่านร่างกฎหมายที่จำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น
ผลประชามติที่จะจัดขึ้นในเดือน ต.ค. นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการเมืองอิตาลี เนื่องจากนาย Renzi ได้ประกาศว่าเขาจะลาออกจากตำแหน่งหากประชามติไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งการลาออกของนาย Renzi จะจุดชนวนให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ และอาจเป็นการเปิดโอกาสให้พรรค Five Star Movement (M5S) ที่มีนโยบายต่อต้านสหภาพยุโรปอาจชนะการเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป โดยผลสำรวจคะแนนความนิยมล่าสุดชี้ว่าพรรค M5S มีคะแนนนำพรรค Democratic Party ของนาย Renzi อยู่เล็กน้อย นอกจากนี้ ตัวแทนจากพรรค M5S ยังเพิ่งได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในเมืองสำคัญเช่น โรม และตูริน เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งชี้ว่าโอกาสที่พรรค M5S จะชนะการเลือกตั้งทั่วไปนั้นมีอยู่มากพอสมควร ทั้งนี้นาย Beppe Grillo หัวหน้าพรรค M5S ได้เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าเขาต้องให้อิตาลีประกาศทำประชามติเพื่อออกจากสมาชิกอียูเช่นเดียวกับอังกฤษ อย่างไรก็ดีการที่อิตาลีจะออกจากอียูตามอังกฤษไปคงยังไม่เกิดขึ้นได้ง่ายนัก เนื่องจากรัฐธรรมนูญของอิตาลีไม่ยอมรับให้ผลประชามติมีผลเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอิตาลีและสหภาพยุโรปต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาคธนาคาร และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองของอิตาลี อาจทำให้ปัญหาในภาคธนาคารยืดเยื้อออกไปจนอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากภาคธุรกิจในยุโรปยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสินเชื่อจากภาคธนาคารเป็นหลัก







