
สิทธิกำมะลอ
ไม่ใช่ครั้งแรกและคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เมื่อเกิดเหตุการณ์ “คนร้ายข่มขืนและฆ่าสตรีเพศ” มักมีเสียงเรียกร้อง “
โดย...ขำ เคืองใจ [email protected]
ไม่ใช่ครั้งแรกและคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เมื่อเกิดเหตุการณ์ “คนร้ายข่มขืนและฆ่าสตรีเพศ” มักมีเสียงเรียกร้อง “ถึงเวลาแล้วหรือยังต้องเพิ่มโทษประหารต่อผู้กระทำการอย่างโหดร้ายทารุณ”
หากท่องดูสังคมโซเชียลมีเดียต่างออกมาโพสต์ข้อความไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งประณาม สาปส่ง สนับสนุนให้ประหารชีวิตผู้กระทำผิด แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปสักพักก็เงียบหายไป
นอกจากสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อเหตุการณ์นั้นแล้ว อีกด้านเหมือนสังคมกำลังส่งเสียงกดดันไปถึงผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องให้กลับไปพิจารณาทบทวนกฎหมายไทยสักที
ความเสื่อมทรุดที่ไม่ได้รับการเหลียวแล จึงไม่แปลก ทำให้เกิดเครือข่ายป้องกันทารุณกรรมก็ดี องค์กรเกี่ยวกับป้องกันการเหยียดหยามสตรีเพศก็ดี หรือขออนุญาตกล่าวอ้างชื่อของ “คุณบุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อดีตนางงาม นี่ก็เป็นตัวตั้งตัวตี ปรารถนาให้แก้กฎหมายลงโทษผู้ข่มขืนแล้วฆ่าให้ตายตกไปตามกัน
ถึงกระนั้น การเพิ่มโทษหรือไม่ ต้องคำนึงถึงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ถกเถียงให้ตกผลึก ทั้งในสภาพของสังคม วัฒนธรรม แม้แต่ระบอบการปกครองประเทศ สิทธิเสรีภาพอะไรต่างๆ นานา
แต่อย่างไรก็ดี หากมองไปถึงการปรับปรุงกฎหมาย ตรงนี้เห็นด้วยเหมือนกันนะครับ เพราะสถานการณ์โลกเปลี่ยนผ่านทุกมิติ แม้แต่มนุษย์ยังแปรสภาพกลายเป็นคนป่าเถื่อนได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่เราจะปรับแก้หาจุดลงตัวได้ที่ตรงไหน
แม้แต่น้องๆ สื่อมวลชน ยังหยิบยกปัญหาความเลวร้ายทางสังคมสอบถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำประเทศ ท่านให้แง่คิดไว้น่าสนใจ
“ไปดูโลกเขาสิ โลกมันเป็นอย่างไร อย่าไปคิดเอาเอง วันนี้เราอยู่กับกฎหมายโลกเขาหรือเปล่า กฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน เขายกเลิกกฎหมายประหารชีวิตไปกี่ประเทศแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2559
นายกฯ ย้ำว่า “เราประหารชีวิต 3 ครั้ง ยังแก้อะไรไม่ได้ ใช้ทุกมาตรา กฎหมายปกติ มาตรา 44 ไม่มีอะไรแรงกว่านี้แล้วก็ยังไม่กลัวเลย ถ้าจะประหารชีวิตก็ต้องประหารชีวิตสัก 3 ชาติ ถึงจะกลัว...”
นี่ขนาดผู้นำซึ่งถูกตราหน้าว่าอยู่ในยุคเผด็จการยังให้ความเคารพสิทธิเสรีภาพทั้งผู้กระทำและถูกกระทำถือเป็นอีกแง่มุมให้ฉุกคิด ว่าเราควรจะหาทางป้องกันที่ต้นเหตุเพื่อให้สังคมน่าอยู่ ปลอดจากโจรร้าย สัตว์เดรัจฉานอย่างไร หรือจะไปแก้ไขปลายเหตุด้วยการเพิ่มบทลงโทษเท่านั้น
แต่ทั้งหมดทั้งปวงน่าสังเกตเหมือนกันนะครับ ในขณะที่ผู้คนในสังคมร่วมตระหนักต่อปัญหาเหล่านี้ กลับไม่เคยพบเคยเห็นผู้อ้างตนเป็นนักสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศหรือนอกจักรวาล รวมไปถึงนักการเมืองที่แหกปากเรียกร้องประชาธิปไตยจะออกมาร่วมด้วยช่วยหาทางออกต่อปมปัญหาเหล่านี้
ถนัดแกว่งปาก เรียกร้องปกป้องพวกป่วนบ้านป่วนเมืองฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ว่าโดนละเมิดสิทธิ อ้างถูกทารุณกรรมจากการจองจำอย่างโน้นอย่างนี้ กรุณากลับมาตรึกตรองปกป้องสิทธิสตรี ปัญหาทางสังคมบ้างก็ได้นะครับ
อย่าเก่งแต่แค่ “สร้างสิทธิกำมะลอ” ทางการเมืองไปวันๆ







