จะทำ SE หรือ CSR กันดี
โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
เมื่อเร็วๆนี้ผมได้รับเชิญไปเข้าร่วมสัมนาในหัวข้อ “HOW CAN CORPORATE DIRECTOR HELP NURTURE SOCIAL ENTERPRISES” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบัน IOD (THAI INSTITUTE OF DIRECTORS ASSOCIATION-สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความเป็นมืออาชีพของกรรมการ และส่งเสริมให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดีในประเทศไทย โดยงานสัมนานี้มี SINGHA PARK เป็นสปอนเซอร์ของงาน โดยผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ก็เป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือตัวแทนที่ได้รับมอบหมาย
ในระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา เราคุ้นหูกับคำว่า CSR (CORPRRATE SOCIAL RESPONSIBILITY) ซึ่งหมายถึง การดำเนินกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกองค์การที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมทั้งในองค์กร หรือภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปอย่างมีปกติสุข ซึ่งในอดีตที่ผ่านๆมา โครงการ CSR ส่วนใหญ่ขององค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐเอง หรือเอกชน จะดำเนินการในลักษณะทำครั้งเดียวจบ เช่นการบริจาค การสนับสนุนหรือสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆที่มีประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยคิดว่าเป็นการ “คืนกำไรให้สังคม” เช่นการแจกผ้าห่มในช่วงฤดูหนาว ถึงแม้ว่าจะมีการแจกทุกปี
แต่ก็ไม่ใช่โครงการที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม เสมือนกับการให้ปลาแก่ผู้คนที่เดือดร้อน ซึ่งอย่างมากก็ช่วยประทังความหิวไปได้ไม่กี่มื้อ สู้สอนวิธีการตกปลาให้แก่ผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นการช่วยที่ถาวร เป็นการสร้างความยั่งยืน และมั่นคงได้ดีกว่า CSR แบบเดิมๆ นั่นคือที่มาของ “SOCIAL ENTERPRISE(SE)” (“ธุรกิจเพื่อสังคม” หรือบางคนเรียกว่า”กิจการเพื่อสังคม”) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาสังคม และ/ หรือ สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายหลักคือ เพื่อผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีขึ้น ซึ่งสามารถเดินทางไปพร้อมๆกับการดำเนินธุรกิจ
SE แพร่หลายมากใน UK USA และประเทศในสหภาพยุโรป โดย SE ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เริ่มต้นจากการวิเคราะห์หารากเหง้าของปัญหาในสังคมที่จะเข้าไปทำ SE นั้นๆว่า มีอะไรบ้าง แล้วคิดโครงการที่จะสร้างธุรกิจที่จะช่วยแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาสังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านกลไกการค้าหรือการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และธุรกิจดังกล่าวจะต้องสามารถสร้างผลกำไรได้ เพื่อจะได้สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยงบสนับสนุนจากองค์กรต้นสังกัดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ SE นั้นๆมีความยั่งยืน และเป็นการช่วยสังคมได้ในระยะยาว
ตัวอย่าง SE ของ UK ที่ประสบความสำเร็จ เช่น CAFEDIRECT ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาหลังจากที่เกิด COFFEE CRISIS ในปีค.ศ.1989 ที่ราคาเม็ดกาแฟตกต่ำมาก ทำให้ชาวไร่กาแฟต้องขายผลผลิตในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนเป็นอย่างมาก นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่มาของ CAFEDIRECT ในการรับซื้อเมล็ดกาแฟที่ราคาเป็นธรรม แล้วนำมาปรุงแต่งเป็นกาแฟที่เลิศรส ส่งขายทั่วไป ไม่เพียงแต่ใน UK เท่านั้น ยังมีขายในหลายประเทศในยุโรป และเอเชีย รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ทั้งยังมีการระดมทุนจากประชาชนทั่วไปให้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการ SE ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยแก้ปัญหาในสังคมได้เป็นอย่างดีด้วย
เราได้เห็นประโยชน์ของ SE กันแล้ว ทำให้ผมคิดถึงหน่วยงานหนึ่งขึ้นมานั้นคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำลังช่วยกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่ 600-700 บริษัท ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่แข็งแรง มีเงินทุนเพียงพอที่จะก่อตั้ง SE เพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะโดยปกติบริษัทเหล่านี้ ก็จะมีการจัดสรรงบส่วนหนึ่งเพื่อทำ CSR อยู่แล้ว ก็รวบรวมงบ CSR ในแต่ละปี มาทำ SE ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนได้ดีกว่า แต่การตื่นตัวของบริษัทจดทะเบียนยังมีอยู่น้อยมาก
ผมคิดว่ารัฐบาลต้องกระตุ้นและส่งเสริมในเรื่องนี้ให้มากกว่านี้ เช่น ถ้าหน่วยงานไหนทำ SE ก็ให้นำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาลดหย่อยภาษีได้ 1.50 เท่า และผู้เสียภาษีที่ให้เงินสนับสนุนโครงการ SE จะสามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 20,000, บาท จนกว่า SE เหล่านี้จะแข็งแรง สามารถสร้างผลกำไรได้ 2-3 ปี ติดกัน จึงให้ SE เหล่านั้นหลุดจาก LIST ที่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อรัฐบาลจะได้สนับสนุน SE ใหม่ๆได้ เป็นการลดภาระของรัฐบาลในการแก้ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนด้วย







