posttoday
จะทำ SE หรือ CSR กันดี

จะทำ SE หรือ CSR กันดี

22 มิถุนายน 2559

โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

โดย กิติชัย  เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

เมื่อเร็วๆนี้ผมได้รับเชิญไปเข้าร่วมสัมนาในหัวข้อ “HOW CAN CORPORATE DIRECTOR HELP NURTURE SOCIAL ENTERPRISES” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบัน IOD (THAI INSTITUTE OF DIRECTORS ASSOCIATION-สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความเป็นมืออาชีพของกรรมการ และส่งเสริมให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดีในประเทศไทย โดยงานสัมนานี้มี SINGHA PARK เป็นสปอนเซอร์ของงาน โดยผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ก็เป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือตัวแทนที่ได้รับมอบหมาย

ในระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา เราคุ้นหูกับคำว่า CSR (CORPRRATE SOCIAL RESPONSIBILITY) ซึ่งหมายถึง การดำเนินกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกองค์การที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมทั้งในองค์กร หรือภายนอกองค์กร  ในอันที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปอย่างมีปกติสุข ซึ่งในอดีตที่ผ่านๆมา โครงการ CSR ส่วนใหญ่ขององค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐเอง หรือเอกชน จะดำเนินการในลักษณะทำครั้งเดียวจบ เช่นการบริจาค การสนับสนุนหรือสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆที่มีประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยคิดว่าเป็นการ “คืนกำไรให้สังคม” เช่นการแจกผ้าห่มในช่วงฤดูหนาว ถึงแม้ว่าจะมีการแจกทุกปี

แต่ก็ไม่ใช่โครงการที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม เสมือนกับการให้ปลาแก่ผู้คนที่เดือดร้อน ซึ่งอย่างมากก็ช่วยประทังความหิวไปได้ไม่กี่มื้อ สู้สอนวิธีการตกปลาให้แก่ผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นการช่วยที่ถาวร เป็นการสร้างความยั่งยืน และมั่นคงได้ดีกว่า CSR แบบเดิมๆ นั่นคือที่มาของ “SOCIAL ENTERPRISE(SE)” (“ธุรกิจเพื่อสังคม” หรือบางคนเรียกว่า”กิจการเพื่อสังคม”) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาสังคม และ/ หรือ สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายหลักคือ เพื่อผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีขึ้น ซึ่งสามารถเดินทางไปพร้อมๆกับการดำเนินธุรกิจ
SE แพร่หลายมากใน UK USA และประเทศในสหภาพยุโรป โดย SE ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เริ่มต้นจากการวิเคราะห์หารากเหง้าของปัญหาในสังคมที่จะเข้าไปทำ SE นั้นๆว่า มีอะไรบ้าง แล้วคิดโครงการที่จะสร้างธุรกิจที่จะช่วยแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาสังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านกลไกการค้าหรือการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และธุรกิจดังกล่าวจะต้องสามารถสร้างผลกำไรได้ เพื่อจะได้สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยงบสนับสนุนจากองค์กรต้นสังกัดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ SE นั้นๆมีความยั่งยืน และเป็นการช่วยสังคมได้ในระยะยาว

ตัวอย่าง SE ของ UK ที่ประสบความสำเร็จ เช่น CAFEDIRECT ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาหลังจากที่เกิด COFFEE CRISIS ในปีค.ศ.1989 ที่ราคาเม็ดกาแฟตกต่ำมาก ทำให้ชาวไร่กาแฟต้องขายผลผลิตในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนเป็นอย่างมาก นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่มาของ  CAFEDIRECT ในการรับซื้อเมล็ดกาแฟที่ราคาเป็นธรรม แล้วนำมาปรุงแต่งเป็นกาแฟที่เลิศรส ส่งขายทั่วไป ไม่เพียงแต่ใน UK เท่านั้น ยังมีขายในหลายประเทศในยุโรป และเอเชีย รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ทั้งยังมีการระดมทุนจากประชาชนทั่วไปให้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการ SE  ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยแก้ปัญหาในสังคมได้เป็นอย่างดีด้วย

เราได้เห็นประโยชน์ของ SE กันแล้ว ทำให้ผมคิดถึงหน่วยงานหนึ่งขึ้นมานั้นคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำลังช่วยกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่ 600-700 บริษัท ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่แข็งแรง มีเงินทุนเพียงพอที่จะก่อตั้ง SE เพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะโดยปกติบริษัทเหล่านี้ ก็จะมีการจัดสรรงบส่วนหนึ่งเพื่อทำ CSR อยู่แล้ว ก็รวบรวมงบ CSR ในแต่ละปี มาทำ SE ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนได้ดีกว่า แต่การตื่นตัวของบริษัทจดทะเบียนยังมีอยู่น้อยมาก

ผมคิดว่ารัฐบาลต้องกระตุ้นและส่งเสริมในเรื่องนี้ให้มากกว่านี้ เช่น ถ้าหน่วยงานไหนทำ SE ก็ให้นำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาลดหย่อยภาษีได้ 1.50 เท่า และผู้เสียภาษีที่ให้เงินสนับสนุนโครงการ SE จะสามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 20,000, บาท จนกว่า SE เหล่านี้จะแข็งแรง สามารถสร้างผลกำไรได้ 2-3 ปี ติดกัน จึงให้ SE เหล่านั้นหลุดจาก LIST ที่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อรัฐบาลจะได้สนับสนุน SE ใหม่ๆได้ เป็นการลดภาระของรัฐบาลในการแก้ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท