posttoday
ปิดปาก-มัดมือ

ปิดปาก-มัดมือ

17 มิถุนายน 2559

เหลืออีก 1 สัปดาห์ สหราชอาณาจักรจะถึงครา “ประชามติ” กำหนดอนาคตของตัวเอง ว่าจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่

โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]

เหลืออีก 1 สัปดาห์ สหราชอาณาจักรจะถึงครา “ประชามติ” กำหนดอนาคตของตัวเอง ว่าจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่

บรรยากาศการรณรงค์เต็มไปด้วยเสรีภาพอันเบ่งบาน ฝ่าย “เห็นด้วย” และฝ่าย “ไม่เห็นด้วย” มีโอกาสดีเบตกันเต็มที่ ทุกเมืองต่างจัดเวทีดีเบตแสดงความเห็น เพื่อให้มวลชนคล้อยตามเหตุผลของตัวเอง

ขณะที่สื่อหลายสำนักจัดทำโพล เก็บตัวอย่างความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก จนเห็นชัดว่าสัปดาห์สุดท้าย คะแนนของทั้งสองฝ่ายกำลังตีคู่กันอย่างกระชั้นชิด

ตรงกันข้ามกับประเทศไทย อีกไม่ถึง 2 เดือนข้างหน้า จะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เช่นเดียวกัน แต่สุ้มเสียงจากผู้มีอำนาจ กลับเต็มไปด้วยความต้องการข่มขู่ แสดงอำนาจ เพื่อกำราบให้ประชาชนตกอยู่ในความเงียบงัน

แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้แสดงเสรีภาพส่วนบุคคลได้ แต่ท่าทีจาก คสช. รัฐบาล และที่สำคัญที่สุดคือหน่วยงานที่ “เป็นกลาง” รวมถึงมีหน้าที่ดูแลการลงประชามติให้ “เป็นธรรม” อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง นั้น กลับต้องการตีความกฎหมายให้คลุมเครือ และปิดกั้น มากที่สุด

เป็นต้นว่า วันหนึ่งบอกว่าขายเสื้อ “โหวตโน” ผิดกฎหมาย พอมาอีกวัน กลับบอกว่าทำได้ หรือวันดีคืนดี ก็ขู่จะแจ้งความจับบุคคลที่แสดงในเอ็มวี “โหวตโน” แต่หลังจากนั้นก็แจ้งว่าจะไม่ทำอะไรแล้ว

เช่นเดียวกับการตั้ง “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ของ นปช. ที่ก็ไม่ได้มีข้อกฎหมายข้อไหนห้ามไว้ แต่ท่าทีเจ้าหน้าที่รัฐก็คือ “ขู่” และ “ห้าม” เช่นเดียวกัน แต่เมื่อไม่มีกฎหมายใดจะมายุติไม่ให้ห้ามเปิดศูนย์ปราบโกงได้ ในที่สุดก็ต้องปล่อย

กฎหมายยังสร้างปัญหาลามไปถึงการจัด “ดีเบต” ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเวทีต่างๆ ในสถาบันการศึกษากลับถูก ตำรวจ-ทหาร สั่งระงับอยู่หลายครั้ง แม้จะเชิญหลากหลายฝ่ายเข้าร่วม ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์หลายแห่งก็ไม่กล้าจัด “ดีเบต” เพราะเกรงว่าอาจเข้าข่ายยั่วยุปลุกปั่น

เวทีเดียวที่สามารถทำได้ ก็คือเวทีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกไปชี้แจงสาระสำคัญ หรือการอบรมครูให้เข้าใจข้อดีเท่านั้น

ท่าทีเช่นนี้จึงชัดเจนว่าทุกองคาพยพของรัฐ ถูกบังคับให้ต้องสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงสนับสนุนกฎเกณฑ์แบบ “มัดมือชก” โดยไม่สนว่าแท้จริงแล้วหน้าที่หลักคืออำนวยการลงประชามติให้เป็นไปอย่างยุติธรรม เพื่อฟังว่าประชาชนคิดอย่างไร

ส่วนประชาชนทั่วไป หาก “สนับสนุน” ก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าต้านร่างก็ “ไปวัดดวงเอา”

ท้ายที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาว่าผ่านหรือไม่ การทำประชามติ 7 ส.ค. ก็จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเต็มไปด้วยการปิดกั้น การข่มขู่ การบังคับขู่เข็ญ รวมถึงบล็อกไม่ให้แสดงความเห็นต่างมากที่สุด

และในที่สุด ถึงแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะ “ผ่าน” ก็จะถูกจดจำในฐานะว่าผ่านจากสารพัด “กำลังภายใน” ที่ใช้เพื่อสนับสนุน ไม่ใช่ผ่านเพราะประชาชนได้แสดงความคิดเห็นถกเถียงกันอย่างเต็มที่

ด้วยกระบวนการเหล่านี้ จึงน่าคิดว่า กฎหมายสูงสุดของประเทศที่คสช.สนับสนุน อาจไม่ใช่เครื่องมือในการสร้างประชาธิปไตยอย่างที่ถูกโฆษณา แต่คือการคงไว้ซึ่งระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” โดยเริ่มต้นจากการบังคับขู่เข็ญสารพัดวิธีนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท