
Brexit จะสร้าง ความกังวลมากขึ้น
โดย...บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย
โดย...บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย
สัปดาห์นี้ ทุกสายตา ทุกรูหู ต่างเฝ้าไปที่การประชุมของคณะกรรมนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือการประชุม FOMC ซึ่งผลการประชุมคงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากที่ตลาดคาดไว้ คือ เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปที่ 0.25-0.50%
สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ ไม่ใช่เรื่องการคงดอกเบี้ยหรือไม่ แต่ทุกคนรอที่จะฟังการแถลงของประธานเฟด เจเน็ต เยลเลน ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นมากกว่า ซึ่งการแถลงครั้งนี้เป็นที่คาดหมายกันมาก ว่า เยลเลน จะส่งสัญญาณที่ชัดเจนจนทำให้ตลาดสามารถตีความได้ว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดเมื่อไหร่ นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องติดตามการรายงานคาดการณ์ดอกเบี้ยของคณะกรรมการเฟด (Dot Plot) ซึ่งจะบ่งบอกว่า เฟดมีมุมมองในการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ว่าจะขึ้น 1 หรือ 2 ครั้ง หากดอกเบี้ยที่คณะกรรมการเฟดคาดการณ์ลงต่ำกว่า 0.875% จะหมายถึงกรรมการเฟดส่วนใหญ่มองขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เพียงแค่ครั้งเดียว ถ้าเป็นกรณีนี้ Fund Flow จะไหลเข้าใส่สินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ กันอีกครั้ง ตลาดหุ้นทั่วโลกคงได้วิ่งขึ้นคึกคัก ส่วนตลาดพันธบัตรคงไม่ต้องพูดถึง Yield Curve เตรียมปรับลงกระจาย
แต่ถ้าประธานเฟดและ Dot Plot สื่อข้อความออกมาในโทนที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ หรือขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปี แม้จะไม่ได้ทำให้นักลงทุนประหลาดใจ แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกซึ่งมีการขึ้นทำ New High ในรอบหลายเดือน น่าจะเริ่มถูกขายและกดให้ดัชนีมีการปรับลงบ้าง อย่างไรก็ตามการปรับลงตามเรื่องขึ้นดอกเบี้ย จะไม่มีผลต่อตลาดนาน สุดท้ายนักลงทุนจะไปให้ความสำคัญเกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า
ต่อจากเรื่องดอกเบี้ย เชื่อว่าสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า ตลาดหุ้นจะเข้าสู่สภาวะซบเซา ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการทำประชามติของประชาชนอังกฤษในการตัดสินใจที่จะอยู่หรือไม่อยู่ในกลุ่มยูโรโซน (Brexit) ในวันที่ 23 มิ.ย. 2559 ซึ่งผลโพลมาจนถึงวันนี้ ก็ยังก้ำกึ่งกันมากระหว่างจะอยู่หรือจะไป หากผลออกมาอังกฤษต้องออกจากกลุ่มยูโร ตลาดเงินจะปั่นป่วนก่อนเพื่อน เงินปอนด์และยูโรจะอ่อนยวบ และตามมาด้วยความผันผวนของตลาดหุ้นในยุโรปที่จะปรับลงกันรุนแรง แน่นอนว่าตลาดหุ้นในส่วนอื่นๆ ของโลก ก็คงปรับลงตามในช่วงแรกอย่างแน่นอน โดยในส่วนของ SET Index ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องลงตามตลาดอื่นๆ แม้ว่าผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมจะมีน้อยมากก็ตาม ในทางการค้าจะไม่มีผล
กระทบโดยตรงเท่าไหร่ เนื่องจากไทยและอียูยังไม่ได้มีการเจรจาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี จึงไม่น่าจะทำให้การค้าระหว่างไทยกับอังกฤษต้องสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้า และปริมาณการค้าระหว่างไทยกับอังกฤษยังมีไม่มากนัก เพียงแค่ 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1.5% ของการส่งออกทั้งหมด (อังกฤษเป็นคู่ค้าอันดับที่ 18 ของไทย)
ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นหากอังกฤษออกจากกลุ่มยูโรโซน อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เฟดเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีก เมื่อตลาดหายตกใจกับการลงประชามติของอังกฤษ คาดว่า อีซีบีจะมีการออกมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ตลาดหุ้นยุโรปอาจฟื้นสภาพได้อีกครั้ง







