
ไหนปฏิรูปตำรวจ
2 ปีผ่านไป คำถามที่ยังระงมอยู่ก็คือ คสช.ได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อปฏิรูปตำรวจ และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไปแล้วบ้าง
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
2 ปีผ่านไป คำถามที่ยังระงมอยู่ก็คือ คสช.ได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อปฏิรูปตำรวจ และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไปแล้วบ้าง
เพราะปัญหาเดิมยังคงอยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า ไปจนถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่ฉาวโฉ่ ขณะที่ข่าวตำรวจรับส่วย รับสินบน จากแหล่งอโคจร จากผู้มีอิทธิพล ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“พลวัต” ที่เกิดขึ้นกับตำรวจ มีเพียงการย้ายคนล้างขั้วตำรวจที่พะยี่ห้อว่าเป็นของตระกูลชินวัตร ไปสู่คนที่ตัวเองคอนโทรลได้
น่าแปลกใจเหมือนกันว่า หลายคนที่ขึ้นมาคุมกำลัง ก็หน้าคุ้นๆ คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นคนสนิทของพี่ใหญ่ใน คสช. และเป็นคนสนิทของแกนนำ กปปส. ที่ตบแถวกันขึ้นมาพร้อมเพรียง
นอกจากนี้ เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องการ “ซื้อขายตำแหน่ง” ก็ไม่ได้หายไป จะต่างไปจากเดิมอยู่บ้างก็คือท่าทีฮึกเหิม จะออกมาดำเนินคดีกับคน “แฉ” เท่านั้น
ความเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งของยุคนี้ คือการนำกำลังตำรวจทุกหน่วย ทุกระดับ ไปรับใช้อำนาจของตัวเอง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับ คสช.ในยุคนี้ เราจึงได้เห็นกระบวนการ จับกุม เรียกตัว สอบสวน แบบเร่งรัดฉับไวเป็นพิเศษ ในคดีที่ “คนธรรมดา” อยู่ตรงข้ามกับ คสช.
โดยเฉพาะเมื่อตำรวจต้องทำหน้าที่ในฐานะ “พนักงานสอบสวน” ในคดีที่ให้อำนาจ “ศาลทหาร” การตั้งข้อหาที่แปร่งๆ จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตีความเรื่อง “ยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง” ที่เกินขอบเขตเนื้อหาเดิมไปมาก
ขณะที่คดีที่เกี่ยวข้องกับคนใหญ่โต เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ หรือเกี่ยวข้องกับญาติโกโหติกาตำรวจเอง มักจะเดินหน้าไปอย่างล่าช้า หากสังคมเลิกสนใจหรือเปลี่ยนไปสนใจเรื่องอื่น การสืบสวนก็เงียบตามไปด้วย
สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อข้าราชการประจำยึดอำนาจ “นักการเมือง” การใช้ตำรวจจัดการขั้วตรงข้าม ก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม
แทบไม่ได้เห็นความตั้งใจใดๆ ในการเริ่มจะปฏิรูปอำนาจของตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการสอบสวน ไปจนถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ มีแต่เพียงลมปากของท่านผู้นำ ที่ผัดวันประกันพรุ่งการปฏิรูปไปเรื่อยๆ จาก 1 ปี สู่ 5 ปี ไปจนถึง 20 ปี
หรือแท้จริงแล้ว การปฏิรูปตำรวจไม่ได้อยู่ในมโนสำนึกอะไร ทั้งของผู้ที่เคยเป่านกหวีดเรียกร้องอย่างเข้มแข็ง รวมถึงของ คสช. ผู้ที่จะถือธงนำรื้อโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม
หรือแท้จริงแล้ว ประเทศต้องการเพียงการมีผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นแขนขาที่อยู่ฝ่ายเดียวกับตัวเอง และจงรักภักดีกับ “นาย” เท่านั้น
ส่วนประชาชนทั่วไป ที่วันหนึ่งอาจ “โชคร้าย” ไปมีเรื่องกับผู้มีอำนาจรัฐ-อำนาจเงิน ก็จำต้องเผชิญชะตากรรมกันไปตามสภาพ เพราะในเมื่อ “อัศวินขี่ม้าขาว” เลือกจะเพิกเฉยกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบแล้ว ประชาชนจะไปมีสิทธิมีเสียงเรียกร้องอะไรได้







