
หุ้นไทยปิดสูงสุดในรอบ 10 เดือน
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์.ธนชาต email: [email protected]
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์.ธนชาต email: [email protected]
ช่วงกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา มีแรงขายลดพอร์ตลงทุนในตลาดหุ้น สะท้อนความเสี่ยงที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดเคยไว้ การอ่อนตัวของค่าเงินบาท รวมถึงอังกฤษอาจถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป
ดัชนี SET ปริ่มหลุด 1380 จุด ก่อนจะไต่กลับขึ้นมาปิดที่ 1436.43 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน เนื่องจากผู้ลงทุนมองบวกมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย หลัง GDP ไตรมาสแรก ออกมาดีเกินคาด และการลงทุนภาครัฐที่จะออกมามากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
หลังรายงานงบไตรมาสแรก ยังพบว่า จำนวน บจ.ที่ถูก “ปรับขึ้น” มีมากกว่าที่ถูกปรับลดประมาณการกำไร และราคาหุ้นเป้าหมาย
หุ้นที่ถูกปรับประมาณการกำไรขึ้น ก็เช่น CPF CPN GPSC BEAUTY IRPC เป็นต้น
ขณะที่มีแรงซื้อคืนหุ้นกลุ่มธนาคารที่ก่อนหน้านั้นราคาหุ้นถอยลงมาย่ำฐานใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือน
นอกจากนั้น ยังมีแรงซื้อคืนหุ้น ADVANC INTUCH หลังได้ใบอนุญาตคลื่น 900 และยืนยันที่จะจ่ายปันผล 100% ของกำไรในปีนี้
บอนด์ยีลที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ชะลอตัว ก่อนจะเริ่มลดลงในช่วงต้นเดือนมิ.ย. เช่น บอนด์ยีล 10 ปี บ้านเราที่ขึ้นจากแถว 1.7% ไปสูงสุดแถว 2.3% ก่อนจะถอยลงมาที่ 2.2% เป็นต้น
ช่วงที่ตลาดวิตกต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด บอนด์ยีลที่พุ่งขึ้นแรง ได้แรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้ รวมถึงราคากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน REITs และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จนดันผลตอบแทนจากปันผลขึ้นไปที่ 6-7% ซึ่งเป็นโอกาสซื้อสะสมที่ดีมากๆ
กองทุนฯ ที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง และเงินปันผลมีความมั่นคงสูง แนะให้กระจายเงินลงทุนเก็บ BTSGIF DIF CPNRF เป็นต้น
ศุกร์ที่ผ่านมา ความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมกลางเดือน มิ.ย. และปลายเดือน ก.ค. ลดฮวบ หลังสหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 38,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.53 และต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 162,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังทบทวนปรับลดตัวเลขการจ้างงาน 2 เดือนก่อนหน้า
รายงานตัวเลขจ้างงานที่น่าผิดหวังนี้ทำให้ตลาดมั่นใจว่า การขึ้นดอกเบี้ยเดือนมิ.ย.นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นแล้ว
CME Group FedWatch ระบุว่า นักลงทุนได้ลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดในเดือนต่างๆลง หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่ดิ่งลงอย่างมาก
ความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. เหลือแค่ 4% จากเดิมที่ 21%, ส่วนเดือนก.ค.ปรับลงสู่ 38% จาก 58%, เดือนก.ย. 49% จาก 66%, เดือนพ.ย. 52% จาก 68% และเดือนธ.ค. 68% จาก 79%
หลังจากตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาต่ำมาก ดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนยวบ 1.75% สวนทางกับทองคำที่ทะยานขึ้น 2.75%
สัปดาห์นี้ ยังต้องจับตามุมมองของตลาดเรื่องจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยเฟด รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟดในวันที่ 6 มิ.ย.
การที่ SET แกว่งขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีนี้ หนุนโดยสภาพคล่อง (Liquidity driven) ในตลาดการเงินโลกที่สูงมาก จากการใช้มาตรการ QE และนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางยุโรป และญี่ปุ่น ขณะที่เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย
การปรับสูงขึ้นของ SET หลังจากนี้ คาดว่าจะมาจากแนวโน้มการเติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียน และการปรับประมาณการกำไรขึ้น (Earnings Driven) มากขึ้น
ตัวเลขประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (Consensus) ในบลูมเบอร์กเริ่มถูกปรับขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเห็นการปรับขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์, ราคาสินค้าเกษตรปรับดีขึ้นมาก, ปัญหาภัยแล้งที่คาดว่าจะบรรเทาลงในปีนี้
ทั้งนี้กลุ่มหุ้นที่ถูกปรับประมาณการกำไรขึ้นในช่วง 1-3 เดือนที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีแนวโน้มเด่นกว่าตลาดได้แก่ BEAUTY CPF GLOBAL GPSC IRPC KCE KKP และ SCC
สรุปว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นลดแรงกดดัน ขณะที่มุมมองบวกต่อเศรษฐกิจ และการปรับประมาณการกำไร ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่ดัชนีหุ้นจะแกว่งขึ้นทดสอบแนวต้าน 1450-1460 จุด ในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า แนะดึงจังหวะไปแบ่งขายทำกำไรบริเวณแนวต้านดังกล่าว







