posttoday
รอช้าไม่ได้ ต้องเริ่มเลย

รอช้าไม่ได้ ต้องเริ่มเลย

02 มิถุนายน 2559

โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP

โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP

พวกเราคงจะคุ้นเคยกับคำเตือนบนขวดเครื่องดื่มผสมกาเฟอีนหรือที่มักจะเรียกกันทั่วไปจนติดปากว่าเครื่องดื่มชูกำลังที่ว่า “ ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด เพราะหัวใจจะสั่น นอนไม่หลับ เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่ม ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์ก่อน” คำเตือนอันนี้เราไม่สงสัยกันว่าจริงมั๊ย แต่กับคำเตือนอีกอันที่ฮ็อตฮิตพอๆกัน ก็คือ คำเตือนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”ซึ่งเป็นความปรารถนาดีของทาง ก.ล.ต. ที่ให้ผู้ลงทุนได้ตระหนักก่อนนะว่า ผลตอบแทนของการลงทุนมีได้ทั้งกำไร เท่าทุน หรือ ขาดทุน แต่คนลงทุนส่วนใหญ่มักจะคาดหวังแต่กำไรอย่างเดียว

แต่ก็น่าแปลกที่นักการเงินหลายคนกลับชอบแนะนำให้ลงทุน ยิ่งลงทุนเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มักจะแนะนำให้รีบลงทุนกัน คำแนะนำที่ผมมักให้กับคนอื่นเสมอ คือ “การลงทุนมีความเสี่ยง การไม่ลงทุนเสี่ยงมากกว่า การลงทุนโดยไม่มีความรู้เสี่ยงที่สุด” ถามว่าคำแนะนำของนักการเงินเหล่านั้นแย้งกับ ก.ล.ต.มั๊ย ขอตอบว่าไม่แย้งครับ เพราะ ก.ล.ต. ก็ย้ำในตอนท้ายของคำเตือนว่า  “…ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”

หลายคนสงสัยทำไมการไม่ลงทุนเสี่ยงมากกว่าการลงทุน คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่า เรามองความเสี่ยงคืออะไร หากเรามองความเสี่ยงคือ การขาดทุนแน่นอนครับ การไม่ลงทุนเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนแน่ๆ เพราะไม่ขาดทุนเลย แต่หากเรามองความเสี่ยง คือ การที่มีเงินไม่พอใช้สำหรับความจำเป็นหรือเป้าหมายในอนาคต เช่น เงินที่พอสำหรับใช้ยามเกษียณ เงินที่พอสำหรับจ่ายค่าเทอมลูก เงินที่พอสำหรับการรักษาพยาบาล ฯลฯ ผมว่าการไม่ลงทุนเสี่ยงมากกว่าการลงทุนครับ เพราะหากไม่มีเงินเก็บที่มากๆจริงๆ ถ้าไม่ลงทุนเงินไม่พอใช้แน่ๆ ต่อให้เงินที่ออมไม่ขาดทุน แต่มูลค่าหรืออำนาจซื้อของเงินลดลงตามภาวะเงินเฟ้อ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เงินเราเท่าเดิม แต่ของมันแพงขึ้น ทำให้เราซื้อของไม่ได้ ตัวอย่างในชีวิตประจำวันก็มีให้เห็นมากมายอย่างผมเองชอบกินข้าวไข่เจียวหมูสับมาก เดิมกล่องละ 20 บาท เพิ่มเป็น 25 บาท มาตอนนี้เป็น 30 บาทในเวลาแค่ไม่ถึง 5 ปีเพิ่มขึ้นถึง 50%

แล้วอย่างนี้ผลตอบแทนของเงินลงทุนเราควรจะมากแค่ไหน เงินเราถึงจะเติบโตพอที่จะใช้ได้อนาคต เงินเราจะพอใช้ในอนาคตหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับ เรามีเงินต้นสำหรับลงทุนเท่าไหร่ ระยะเวลาการลงทุนยาวนานแค่ไหน ระหว่างทางมีเงินออมเพิ่มหรือต้องถอนเงินมาใช้หรือป่าว แต่อย่างน้อยผลตอบแทนที่เราควรจะได้ควรจะมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ คือเงินเราต้องโตเร็วกว่าของที่แพงขึ้น แล้วอย่างนี้อัตราเงินเฟ้อคือเท่าไหร่กัน

อัตราเงินเฟ้อที่ใช้กันส่วนใหญ่ คือ อัตราเงินเฟ้อของภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ซึ่ง ณ สิ้นเดือนมีนาคมอยู่ที่ -0.46%แปลว่าเทียบราคาของ ณ สิ้นเดือนมีนาคมปีนี้กับมีนาคมปีที่แล้ว ของราคาถูกลง 0.46% แต่หากเราต้องการดูว่าของที่เราใช้ในชีวิตประจำวันจะแพงขึ้นมากเท่าไหร่ในอนาคต เราก็คงต้องใช้ตัวเลขเฉลี่ยยาวๆหน่อย เช่น 10 ปี ข้อมูลถึงจะใกล้เคียงความจริง และต้องเอาเฉพาะราคาของที่เราใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้นด้วย เพราะเราคงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ ถ้าของที่แพงขึ้นไม่ใช่ของที่เราใช้ (ปัจจุบันแบงค์ชาติใช้ราคาสินค้า 373 รายการในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ เราคงไม่ได้มีของใช้ในชีวิตประจำวันมากถึง 373 รายการแน่ๆ) ดังนั้นเงินเฟ้อที่เราใช้ควรใช้อัตราเงินเฟ้อในชีวิตประจำวัน ซึ่งเคยมีอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งเคยพูดไว้อยู่ที่ 5% - 7%/ปีเลยทีเดียว ดังนั้นผลตอบแทนของเงินเราก็ควรอยู่ไม่ต่ำกว่า 5% - 7%/ปีเช่นเดียวกันครับ แต่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงก็มักจะมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงด้วย ดังนั้นอย่าลืมศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุนครับ ง่ายๆ ลองไปที่ http://www.set.or.th/education/th/education.html เว็บของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีข้อมูลความรู้เรื่องการลงทุนมากมาย แต่นอกจากหาความรู้ สำคัญต้องเริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด เพราะของแพงขึ้นทุกวันไม่รอเรานะครับ

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...
 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท