
เทคนิคสกรีนหุ้นเมกะเทรนด์ (จบ)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต
ครั้งที่แล้วเราทำความรู้จัก “เมกะเทรนด์” พร้อมหลักเกณฑ์ในการค้นหาอุตสาหกรรมและตัวหุ้นที่มีแนวโน้มสดใสเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวแล้ว ในสัปดาห์นี้จะมีตัวอย่างให้ดูชัดเจนมากขึ้น แหล่งในการหาข้อมูล และหลัก
วิเคราะห์ว่าหุ้นถูกหรือแพง?
ธุรกิจที่ยอดขายเติบโต กำไรมักจะโตเร็วกว่ายอดขาย เพราะเกิดการประหยัดจากการผลิตหรือให้บริการขนาดที่ใหญ่ขึ้น (Economy of Scale) ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง และ/หรือ ต้นทุนในการขายและบริหารต่อยอดขายก็จะลดลง เมื่อบริษัทมียอดขายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีบทบาทต่ออุตสาหกรรม บริษัทเหล่านี้มักมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นกับซัพพลายเออร์ จึงมีแนวโน้มที่บริษัทเหล่านี้จะถ่างอัตรากำไรให้กว้างขึ้นได้
ขณะเดียวกัน บริษัทเหล่านี้มักมีความเข้มแข็งทางการเงินมากขึ้นด้วย เมื่อความเสี่ยงด้านเครดิตลดลง และยังมีทางเลือกอื่นในการระดมทุนอื่น เช่น ออกหุ้นกู้ ต่อรองได้เครดิตเทอมจากซัพพลายเออร์ยาวขึ้น เป็นต้น บริษัทเหล่านี้จึงมีอำนาจต่อรองดีขึ้นกับเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ส่งผลให้ต้นทุนการเงินมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ในช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น ยอดขายของหุ้นเมกะเทรนด์อาจไม่โดดเด่นเท่ากับของหุ้นวัฏจักร เช่น หุ้นปิโตรเคมี พลังงาน เหล็ก ชิปปิ้ง เป็นต้น แต่ในช่วงเศรษฐกิจขาลง ยอดขายของหุ้นเมกะเทรนด์ถูกกระทบน้อยกว่า เรียกได้ว่ามีความผันผวนของยอดขายและกำไรต่ำกว่าอย่างชัดเจนนั่นเอง ดังเช่น หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ที่เป็นหุ้นเมกะเทรนด์ที่อยู่ในข่าย “โตเรื่อยๆ แบบช้า แต่ชัวร์”
ภาพจะชัดเจนมากขึ้น หากนำข้อมูลหุ้นเมกะเทรนด์ไปเทียบกับหุ้นวัฏจักรที่ยามขาขึ้นก็ดีใจหาย แต่ภาพจะตรงข้ามในยามเปลี่ยนเป็นวัฏจักรขาลง ซึ่งนักลงทุนที่มีความเข้าใจเชิงลึกและเข้าถึงข้อมูลหุ้นวัฏจักรได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถทำกำไรได้หลายเท่าตัว
ในที่นี้จะลองยกตัวอย่างเมกะเทรนด์ด้านการพักผ่อนสันทนาการหรือการท่องเที่ยวนั่นเอง
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ประโยชน์จากการเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-Cost Airline) การขยายตัวของคนชั้นกลางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เดินทางถี่ขึ้น ในภาพรวมรายได้จากภาคการท่องเที่ยวไทยขยายตัวเร็วกว่าจีดีพีของประเทศมาก สัดส่วนรายได้จากภาคการท่องเที่ยวต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 6% ในปี 2541 มาอยู่ที่กว่า 12% ในปี 2558 และแนวโน้มนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 14 ล้านคน ในปี 2552 เป็น 29.9 ล้านคน ในปี 2558 ขณะเดียวกันคนไทยยังเที่ยวไทยกันเองมากขึ้นด้วย
องค์การการท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติ (UNWTO) ชี้ว่า การท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกจะมีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวโลกเพิ่มขึ้น
จากข้อมูลของ UNWTO ในปี ค.ศ. 1995 พบว่า 14.4% ของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั่วโลก ท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก UNWTO คาดว่า เมื่อถึงปี ค.ศ. 2020 ภูมิภาคนี้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 2 และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 25.4% เป็นรองเฉพาะภูมิภาคยุโรปเท่านั้น
เมื่อเห็นภาพใหญ่แล้ว ท่านสามารถดึงข้อมูลตัวเลขทางการเงินของรายบริษัท/อุตสาหกรรม/และตลาดหุ้นย้อนหลัง ข้อมูลยิ่งยาว ยิ่งทำให้เห็นแนวโน้มผลการดำเนินงานเชิงเปรียบเทียบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แล้วจะหาข้อมูลจากไหนดี?
ถึงจุดนี้ SETSMART จะเข้ามาเป็น “ตัวช่วย” ในการคัดกรองหุ้นเมกะเทรนด์
ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก SETSMART อย่างย่อก่อน
SETSMART เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา ง่ายแค่คลิกออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต ช่วยคัดกรองหุ้น แถมสามารถดึงข้อมูลในรูปไฟล์เอ็กเซล (Excel) จะเป็นรายบริษัท/อุตสาหกรรม/หรือตลาดภาพรวมก็ได้ เพื่อนำไปวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน จัดทำประมาณการทางการเงิน และประเมินมูลค่ากิจการต่อได้อย่างรวดเร็ว
วกกลับมาที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว พอเราสนใจอุตสาหกรรมนี้ ก็เริ่มลงลึกว่า ใครจะได้ประโยชน์บ้าง ตั้งแต่ธุรกิจสนามบิน สายการบิน โรงแรม เป็นต้น
ลองดึงข้อมูลงบการเงินย้อนหลังผ่าน SETSMART ของธุรกิจเหล่านี้มาเปรียบเทียบกันก็จะเริ่มเห็นแนวโน้มที่ผ่านมา ธุรกิจใดมีผลดำเนินงานดีในช่วงเวลาที่ผ่านมา และจะยังคงดีต่อไปหรือไม่ บริษัทที่อยู่ในธุรกิจนั้นจะมีผลดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกับของอุตสาหกรรมหรือไม่ และอุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างไร
ท่ามกลางปัจจัยบวกที่หนุนการเติบโตระยะยาว ธุรกิจท่องเที่ยวเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยธรรมชาติ โรคระบาด ความไม่มั่นคงด้านเศรษฐกิจและการเมืองของหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ดีสถิติบ่งชี้ว่า ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แม้รายได้อาจจะผันผวน แต่ก็ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น
ถึงกระนั้นก็ตาม การเข้ามาของผู้ประกอบการหน้าใหม่ทำให้มีการแข่งขันสูง เห็นได้ชัดเจนในธุรกิจสายการบิน ด้านธุรกิจโรงแรมเผชิญหน้ากับโครงสร้างนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป หลายแห่งต้องปรับกลยุทธ์มาสร้างการเติบโตจากกลุ่มตลาดกลาง-ล่างมากขึ้น หรือแม้กระทั่งกระจายความเสี่ยงออกไปทำธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ เป็นต้น
ขณะที่ธุรกิจสนามบินผูกขาดโดยธรรมชาติ นักท่องเที่ยวจะเดินทางกับสายการบินมาตรฐานหรือสายการบินโลว์คอสต์ ต่างถูกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินเท่ากัน นอกจากนั้นจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วเกินคาด ช่วยทำให้การใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ดีเกินคาด อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) จึงไต่สูงขึ้นอย่างชัดเจน
ถึงตรงนี้ ต้องใช้การวิเคราะห์ Bottom Up เจาะกลยุทธ์การทำธุรกิจรายบริษัทในแต่ละธุรกิจเพื่อค้นหาหุ้นผู้ชนะ โมเดลการวิเคราะห์ที่นิยมทากันมีดังนี้
การวิเคราะห์ SWOT ที่วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสการทำธุรกิจ และภัยคุกคามต่อธุรกิจ
การวิเคราะห์ 5 Forces ที่วิเคราะห์การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม อุปสรรคในการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ ง่าย-ยาก อำนาจต่อรองของผู้ซื้อสินค้า และผู้ขายวัตถุดิบ รวมถึงสินค้าที่ใช้ทดแทนหาได้ยากง่ายแค่ไหน เป็นต้น
การวิเคราะห์วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น เติบโต อิ่มตัว หรือกลายเป็นขาลงไปแล้ว
นอกจากนั้น ยังต้องวิเคราะห์ด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความสามารถของผู้บริหาร ตลอดจนการกำกับกิจการที่ดี หรือบรรษัทภิบาล โดยอาจดูได้เบื้องต้นจาก CG เรตติ้งที่จัดทำโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD
น่าสังเกตว่า หุ้นผู้ชนะมักเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ เนื่องจากการมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 หรือ 2 ในอุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ได้มาโดยง่าย
- มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่โดดเด่นไม่ด้านคุณภาพ ก็ราคา หรือทั้งสองอย่าง จนแบรนด์ติดตลาด
- มีกระบวนการผลิตหรือช่องทางจัดหาสินค้าที่ได้เปรียบคู่แข่ง
- มีการบริหารโลจิสติกส์ที่ได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ บริหารสินค้าคงคลัง/สินค้าสำเร็จรูป ตลอดจนการกระจายสินค้าไปถึงมือผู้บริโภค
- มีการวิจัยผลิตภัณฑ์จนดูเด่นกว่าคู่แข่ง หรือมีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ
ผู้นำตลาดมักมีคุณสมบัติหลายๆ ข้อ ดังนี้
คุณสมบัติเหล่านี้มักอยู่ภายใต้การบริหารจัดการที่ดีเด่นกว่าคู่แข่ง
เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงคุณภาพแล้ว ต่อไปก็มาดูเชิงปริมาณ
การวิเคราะห์เชิงปริมาณเป็นการวิเคราะห์ตัวเลขต่างๆ ในงบการเงิน ปกติจะใช้เครื่องมือวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน และการประเมินราคาหลักทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือการวิเคราะห์งบการเงินทั่วๆ ไป
เมื่อค้นพบหุ้นเมกะเทรนด์แล้ว ต่อไปก็ต้องพิจารณาว่า ราคาหุ้นเหมาะสมหรือไม่ สำหรับหุ้นทั่วๆ ไป อาจใช้อัตราส่วนทางการเงินที่จะกล่าวถึง หากเป็นข้อมูลอดีต สามารถหาได้จาก SETSMART ส่วนข้อมูลคาดการณ์ หากไม่สะดวกทำเอง อาจหาจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยทำให้การตัดสินลงทุนดีขึ้น
ประการแรก Dividend Yield หรืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล บริษัทที่มีประวัติจ่ายเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่องสะท้อนว่า กิจการนั้นๆ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในอยู่เกณฑ์ดี ไม่มีปัญหาฐานะทางการเงิน จะมีข้อยกเว้นบ้างกับกิจการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงต้องสงวนเงินสดไว้ลงทุน แต่ถ้าจะให้ดีต้องมี ROE สูงด้วย
นอกจากนั้น เงินปันผลยังเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้ ทำให้ผู้ลงทุนมีรายได้ระหว่างรอการเติบโตของกิจการ ขณะที่กำไรจากส่วนต่างราคาจะรับรู้ก็ต่อเมื่อขายหุ้นเท่านั้น
ประการที่ 2 PEG หรือค่าพี/อีเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรใน 3 ปีข้างหน้า นักลงทุนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า ค่าพี/อีต่ำคือถูก ค่าพี/อีสูงคือ แพง แต่จริงๆ แล้ว การดูพี/อีโดยอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจลงทุน จะต้องพิจารณาค่าพี/อีเทียบกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรใน 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ต้องระมัดระวังผลจากปีฐานต่ำด้วย
กรณีที่ PEG ต่ำกว่า 1 เท่ามากๆ มีแนวโน้มที่หุ้นจะถูก เช่น ค่าพี/อีอยู่ที่ 10 เท่า แต่กำไรถูกคาดหมายว่าจะโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แบบนี้ค่า PEG จะอยู่ที่ 0.5 เท่า (คำนวณจาก 10/20)
กรณีที่ PEG สูงกว่า 1 เท่ามากๆ มีแนวโน้มที่หุ้นจะแพง เช่น ค่าพี/อีอยู่ที่ 30 เท่า แต่กำไรถูกคาดหมายว่าจะโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แบบนี้ค่า PEG จะอยู่ที่ 1.5 เท่า (คำนวณจาก 30/20)
กรณีที่ PEG ใกล้เคียง 1 เท่า มีแนวโน้มที่ราคาหุ้นอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม *หมายเหตุ หากมีความเป็นไปได้สูงมากที่ช่วงการเติบโตจะยาวนานเป็น 10-20 ปี หากค่าพี/อีเกิน 1 เท่าไปบ้าง ก็อาจอยู่ในข่ายไม่แพง ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม
ประการที่ 3 PBV เทียบ ROE นักลงทุนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า ค่า PBV หรือราคาตลาดเทียบกับมูลค่าตามบัญชี ต่ำคือถูก ค่า PBV สูงคือแพง จริงๆ แล้วต้องพิจารณาประกอบกับค่า ROE ที่คำนวณจากกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
กรณีบริษัทที่มี ROE สูงๆ มีแนวโน้มที่จะเทรดที่ PBV สูง ในทางกลับกันบริษัทที่มี ROE ต่ำมาก หรือถึงขั้นขาดทุนเลย มีแนวโน้มที่จะเทรดที่ PBV ต่ำ หรือแม้กระทั่งเทรดต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีเลยก็มีเยอะ
บ่อยครั้งที่พบอุตสาหกรรมที่เป็นเมกะเทรนด์แล้ว แต่ราคาหุ้นแพงเกินไป โดยพิจารณาจากอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ แต่การวิเคราะห์ก็มิได้สูญเปล่า นักลงทุนสามารถรอเวลาให้ราคาหุ้นถอยลงมา ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือปัจจัยชั่วคราว การบริหารสมอง ด้วยการคัดกรองหุ้นเมกะเทรนด์ โดยมี SETSMART เป็นตัวช่วย จึงช่วยให้การตัดสินใจลงทุนระยะยาวมีความแม่นยำมากขึ้น พึงตระหนักว่า พฤติกรรมผู้บริโภคบ้างก็เปลี่ยนเร็ว บ้างก็เปลี่ยนช้า แต่การเปลี่ยนแปลงเป็นสัจจะนิรันดร์ จึงต้องติดตามทบทวนการวิเคราะห์เป็นระยะเพื่อปรับพอร์ตลงทุนให้อยู่ในหุ้นเมกะเทรนด์ที่มีความแน่นอนสูงกว่า ในราคาที่มีส่วนลดพอสมควร







