
จีน-อาเซียน วิกฤตความไว้เนื้อเชื่อใจ
จีนและอาเซียนเดินหน้าเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ดีต่อกันมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปีแล้ว
โดย...ปิติ ศรีแสงนาม
จีนและอาเซียนเดินหน้าเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ดีต่อกันมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปีแล้ว และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในทศวรรษ “Diamond Decade” กระบวนการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust Building) ระหว่างอาเซียนและจีนถือเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน วิกฤตความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust Crisis) กลายเป็นปรากฏการณ์แห่งความน่าวิตกกังวลที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนบ้านที่ดีทั้งสองฝ่าย ภาพที่เราเห็นคือ กรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ระหว่างจีน-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์ ความกังวลเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบรถไฟในไทยและใน สปป.ลาวที่มีต้นทุนสูง
วิกฤตความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างจีนและสมาชิกอาเซียนบางประเทศ น่าจะมีสาเหตุหลักมาจาก 4 สาเหตุ ได้แก่
1.Imbalance of Power : Fear between Strong and WeakNations จากปรากฏการณ์ Miracle Economics Growth ในประเทศจีนที่มีอัตราการขยายตัวของมูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศในอัตราสูงมากกว่าร้อยละ 10 อย่างต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 15 ปี ทำให้เกิด Asymmetry of power ซึ่ง makes the lesser be very cautious of trust โดยสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ อยู่ในกลุ่ม The Lesser การลงทุนของจีนในหลายๆ โครงการ อาทิ Belt and Road Initiative และ AIIB ถูกพิจารณาว่าเป็นเครื่องมือที่จีนใช้ในการเข้ามาแสวงหาและตักตวงผลประโยชน์ในภูมิภาคอย่างไม่เท่าเทียมกัน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่อาเซียนต้องการเข้าสู่ตลาดจีนกลับพบกับอุปสรรคมากมาย ในขณะที่อาจจะไม่ได้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกันอย่างเท่าเทียมกัน
2.Misperceptions ท่ามกลางหลายๆ ประเด็นที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ประเด็นเข้าใจที่เกิดความไม่ตรงกัน 2 ประเด็นหลักๆน่าจะได้แก่ The Cold War Memories ที่หลายๆ ประเทศในประชาคมอาเซียนสร้างภาพจำให้คอมมิวนิสต์มีภาพของปีศาจร้าย เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายทางความมั่นคงในช่วงสงครามเย็น และประเด็นที่ 2 ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่รุนแรงและสร้างความน่าวิตกกังวลอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน นั่นคือสถานการณ์ความขัดแย้งและกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งบางฝ่ายพิจารณาในลักษณะของผู้รุกรานในขณะที่อีกฝ่ายพิจารณาว่าเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ Safety Navigation Infrastructure
3.International and Domestic Politics/Policies ที่ในหลายประเทศยังมีความสัมพันธ์เชิงการเมืองกับประเทศมหาอำนาจนอกภูมิภาค ในขณะเดียวกันประเทศที่ 3 เองก็มีนโยบายที่จะต้องการเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศของความขัดแย้งในระหว่างคู่กรณีในบริเวณทะเลจีนใต้อยู่แล้ว
4.Identity Bias แน่นอนว่าในอาเซียนมีกลุ่มคนจีนโพ้นทะเลจำนวนมากเข้ามาก่อร่างสร้างตัว จนในปัจจุบันเป็นผู้ที่มีสถานะอยู่ในระดับบนทั้งในมิติทางธุรกิจ และการเมืองในแต่ละประเทศ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป คนจีนโพ้นทะเลเหล่านี้ได้หลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสมาชิกอาเซียนไปแล้ว แต่ในบางครั้งฝ่ายจีนเองยังพิจารณาว่า คนอาเซียนเชื้อสายจีนเหล่านี้ยังเป็นคนจีนอยู่และสามารถที่จะทำหน้าที่เสมือน Agent ที่ทำเพื่อพิทักษ์หรือเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายจีนแต่เพียงฝ่ายเดียวได้
ซึ่งประเด็นความไว้เนื้อเชื่อใจเหล่านี้จะสามารถพัฒนาไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องและสามารถร่วมกันสร้าง Mutual Benefit ระหว่างจีนและอาเซียนได้ ผ่านกระบวนการ People-to-People Connectivity โดยเฉพาะในเรื่องความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน และนี่คือประเด็นเร่งด่วนเนื่องจากในปีหน้า ปี 2017 ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศคู่กรณีโดยตรงกับจีนจะเป็นประธานอาเซียน และความตึงเครียดจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น







