
กรณีวัยรุ่นทำร้ายชายพิการกับปัญหาสังคมไทย
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
ข่าววัยรุ่น 6 คนรุมทำร้ายชายพิการจนเสียชีวิตเป็นข่าวที่สะเทือนขวัญที่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยเมืองพุทธ ดินแดนแห่งรอยยิ้ม เพราะการทำร้ายคนพิการไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาเหล่านั้นถือได้ว่าเป็นคนที่ด้อยกว่าพวกเราคนปกติที่เราควรเห็นใจ ให้โอกาสด้วยซ้ำ อย่างการเดินทางสาธารณะ เราก็จะมีที่นั่งคนพิการ ลิฟท์คนพิการ หรือที่จอดรถ ก็จะมีที่จอดรถคนพิการ ฯลฯ
แต่นี่กลับไม่ใช่ กลับรุมทำร้ายคนพิการ 6 ต่อ 1 จนเสียชีวิต หรืออย่างกรณีที่ผมเจอกับตนเองสดๆร้อนๆตอนเดินทางกลับจากชัยภูมิมีรถกระบะเสียหลักพุ่งมาชนรถคันที่ผมนั่งอยู่ รถกระบะคันนั้นไม่มีประกัน เราจึงต้องตกลงค่าเสียหายกัน ซึ่งกว่าจะตกลงแยกย้ายกันได้ก็ปาไปประมาณ 2 ชั่วโมง เหตุการณ์ก็ดูปกติดี แต่ตอนขับรถแยกออกจากคู่กรณีเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพต่อ ลูกชายรถกระบะคู่กรณีกลับขับรถตามมาพร้อมชูมีดยาวประมาณ 1 ศอกออกนอกหน้าต่างโดยมีพฤติกรรมชัดเจนที่จะข่มขู่ หรืออีกหลายกรณีทั้งที่เจอกับตัวเองกับที่เป็นข่าวในสื่อต่างๆ อย่างเช่น กรณีดีเจเก่ง เป็นต้น
เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ทำไมคนไทยถึงใจร้อน และทำร้ายกันง่ายดายมากขนาดนั้น ผมว่าเป็นเพราะคุณภาพของคนไทยมีปัญหา โดยเฉพาะปัญหาด้านการศึกษา โดยข้อมูลการประชุมของ World Economic Forum (WEF) ชื่อ Global Competitiveness Report 2014-2015 ชี้ คุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยอยู่ที่อันดับ 7 ของอาเซียน ตกลงมาจากปีที่แล้วซึ่งอยู่อันดับ 6 ส่วนคุณภาพของระบบอุดมศึกษาอยู่ที่อันดับ 8 ซึ่งสรุปได้ว่าการศึกษาพื้นฐานและอุดมศึกษาของไทย อยู่อันดับต่ำกว่าลาว ขณะที่อุดมศึกษาเราก็แพ้ทั้งลาวและกัมพูชา
และจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (จำไม่ได้ว่าปีไหนน่าจะซัก 4-5 ปีก่อน)โดยรศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า "สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออัตราเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้นและเด็กที่หลุดจากระบบส่วนใหญ่จะเป็นเด็กชายพบว่าเมื่อถึงชั้นมัธยมเด็กนักเรียนชายจะเหลือเพียง 35-40% เท่านั้นทำให้เกิดปัญหาเด็กนักเรียนชายดื่มเหล้า สูบบุหรี่มีแนวโน้มก่อปัญหาอาชญากรรมหรือสร้างความรุนแรงมากขึ้น และเมื่อชายไทยมีการศึกษาน้อยลง พบว่าความสามารถในการสร้างงานหรือเพิ่มรายได้ก็จะต่ำปัจจุบันมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา รวมทั้งมีเด็กด้อยโอกาส 5 ล้านคน ได้แก่เด็กในสถานพินิจฯ แรงงานเด็ก แม่วัยรุ่น เด็กด้อยโอกาสและเด็กยากจนในขณะที่ระบบการศึกษาไม่สามารถรั้งตัวเด็กไว้ในระบบ ทั้งยังผลักเด็กออกเมื่อเด็กหลุดนอกระบบจะมีแนวโน้มสร้างปัญหาสังคมมากขึ้น...."
ปัญหานี้ทำให้ต้องคิดถึงกรณีกรมสรรพากรปรับสิทธิประโยชน์เรื่องค่าลดหย่อนบุตรจากคนละ 15,000 บาท จำกัดจำนวนบุตรไม่เกิน 3 คน เป็นคนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนบุตร เพื่อแก้ปัญหาสังคมไทยที่เป็นสังคมคนสูงอายุในปัจจุบัน และจะเป็นสังคมคนสูงอายุรุนแรงและเร็วมากยิ่งขึ้น จนจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในอนาคต ผมเชื่อว่ามาตรการนี้ไม่สามารถจูงใจให้คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีซึ่งควรเป็นคนที่มีลูก เพราะสามารถให้การศึกษาลูกให้เป็นคนมีคุณภาพของสังคมมีลูกเยอะๆได้ เพราะค่าลดหย่อนที่ได้รับมากสุดเพียง 10,500 บาท/บุตร/ปี เท่านั้น (คำนวณจาก อัตราภาษีสูงสุด 35% คูณกับค่าลดหย่อนบุตร 30,000 บาท)
ดังนั้น คนที่จะมีลูกส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดีเช่นเดิม โอกาสที่ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบการศึกษาก็ยังคงมีและอาจมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การเพิ่มอัตราการมีบุตรอาจแก้ปัญหาหนึ่งแต่สร้างปัญหาใหม่ที่หนักกว่า บางทีคำตอบของปัญหาสังคมไทย อาจไม่ใช่จำนวนคนรุ่นใหม่ แต่เป็นคุณภาพคนรุ่นใหม่ ดังนั้นจุดที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากๆน่าจะเป็นการพัฒนาระบบการศึกษาให้ดี มีมาตรฐาน และส่งเสริมการคุมกำเนิดในกลุ่มคนที่ไม่พร้อมน่าจะตอบโจทย์ประเทศไทยได้มากกว่า
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...







