posttoday
ทำงานเพื่อวันนี้ลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้

ทำงานเพื่อวันนี้ลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้

03 พฤษภาคม 2559

โดย...วรินทร ขาวละออถ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฝ่ายการตลาดธนาคารและตัวแทนจำหน่าย บลจ.ธนชาต

โดย...วรินทร ขาวละออถ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฝ่ายการตลาดธนาคารและตัวแทนจำหน่าย บลจ.ธนชาต

สวัสดีครับท่านผู้อ่านหลังผ่านพ้นวันแรงงานซึ่งถือว่าเป็นวันหยุดยาวหลังทำงานหนักมาทั้งปีครับคำว่า “แรงงาน” ในทางเศรษฐศาสตร์  ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆให้เจริญรุดหน้าต่อไปขอให้เราทุกคนภูมิใจครับ

ผมมองอย่างกว้างๆว่าแรงงานมี2 ประเภท คือ แรงงานในระบบ (ผู้ที่มีรายได้ประจำ มีเงินเดือนแน่นอน หรือ “มนุษย์เงินเดือน”) และ แรงงานนอกระบบ (ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือประกอบอาชีพเป็นครั้งคราว) โดยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าไตรมาสที่ 1 ปีนี้ ประเทศไทยมีประชากรที่ทำงานอยู่ถึงประมาณ 38 ล้านคน

แล้วเราทั้ง 38 ล้านคน เคยคิดกันไหมว่า นอกจากจะทำงานให้ดีที่สุดเพื่อสร้างรายได้แล้ว เรายังจำเป็นต้องคิดถึงวันที่เราไม่ได้ทำงานแล้วด้วย

ผมไม่ปฏิเสธว่าคนทำงานย่อมอยากได้สิ่งตอบแทน ซึ่งเงินเดือนถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ควรจะได้รับอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ทำงานเองก็จำเป็นต้องวางแผนอนาคตหลังเกษียณไว้ด้วย เพราะเมื่ออายุ 55-60 ปี ส่วนมากก็จะต้องออกจากระบบแรงงานไป ถึงวันนั้นไม่ว่าคุณจะทำงานมาหนักแค่ไหน หากคุณไม่มีเงินเก็บ สิ่งที่คุณทำมาตลอดก็เปล่าประโยชน์

และผมขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีใครอยากลำบาก หากการที่สู้อุตส่าห์ขยันทำงานมาตลอด เพื่อวาดฝันว่าจะมีบั้นปลายชีวิตที่ดี แต่ทุกอย่างกลับสูญสลายเมื่อคุณหมดวัยทำงาน

เพราะฉะนั้นสิ่งที่คิดไว้จะเป็นจริงได้ยากมาก หากไม่มีการวางแผนว่า หลังเกษียณอายุเราจะมีชีวิตอย่างไร และที่สำคัญเราควรจะมีเงินเก็บเท่าไหร่เมื่อถึงเวลานั้นถึงจะเพียงพอให้เราใช้ชีวิตได้

แล้ววันนี้...เราได้เตรียมพร้อมแล้วหรือยังครับ?

โดยเฉพาะพนักงานบริษัทเอกชนเมื่อเกษียณอายุก็จะไม่มีรายได้อีก ซึ่งไม่เหมือนกับข้าราชการที่หลังเกษียณอายุก็ยังมีบำนาญให้ แม้จะไม่ได้รับในอัตราเดียวกับที่ตอนทำงานแต่ก็ถือว่าค่อนข้างสูงทีเดียว

สำหรับผู้ที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน การวางแผนเก็บเงินไว้เมื่อยามเกษียณจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องให้ความสนใจ

การวางแผนหลังเกษียณอายุในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้มีตัวช่วยสำหรับการวางแผนเกษียณมากมาย ซึ่งภาครัฐบาลก็ให้ความสนใจและพร้อมสนับสนุนปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อหนุนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือแม้แต่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็ตาม

สำหรับประกันสังคมนั้น จะมีเบี้ยชราภาพซึ่งจ่ายเป็นรายเดือนให้กับสมาชิก แต่ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วอย่างน้อย 15 ปี ซึ่งจะได้รับในอัตรา20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (สูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท) ดังนั้นผมลองคิดคร่าวๆ ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคือ15,000 บาท หากส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลา 15 ปี ก็มีสิทธิรับบำนาญรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท แต่หากสมทบต่ออีก 10 ปี บำนาญรายเดือนจะเพิ่มเป็น 5,250 บาท

ต่อไปเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตัวช่วยวางแผนเกษียณที่สำคัญอีกตัวหนึ่งสำหรับพนักงานที่กินเงินเดือน โดยกองทุนนี้เป็นกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างมีส่วนในการออมเงิน  โดยเงินจากฝั่งลูกจ้างเรียกว่า "เงินสะสม" และฝั่งนายจ้างเรียกว่า "เงินสมทบ" นั่นหมายความว่า นอกจากลูกจ้างจะออมแล้ว นายจ้างยังช่วยลูกจ้างออมอีกแรงหนึ่งด้วย  ซึ่งกองทุนนี้มีข้อดี คือ ทำให้เราสามารถเก็บออมอย่างเป็นระบบเพราะหักจากเงินเดือนอยู่แล้ว และยังได้รับสมทบจากบริษัทอีกหนึ่งเท่าตัวทุกเดือนด้วย

นอกจากนั้นเงินสะสมของเราก็ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี และยกเว้นภาษีสูงถึงปีละ 300,000 บาท ประกอบกับกองทุนนี้มีกฎหมายให้ความคุ้มครอง  มีข้อกำหนดการลงทุนที่เข้มงวด  และผู้ที่ดูแลบริหารเงินก้อนนี้ก็เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนด้วย และในปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่ยังเปิดโอกาสให้เราสามารถเลือกนโยบายการลงทุนได้ ตั้งแต่เสี่ยงต่ำไปจนถึงเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนจึงมีความยืดหยุ่นในการปรับแผนการลงทุนได้ทุกปี

ในส่วนสุดท้าย คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จริงๆ กองทุนนี้มีความคล้ายคลึงกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่มีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะผู้ลงทุนที่เป็นแรงงานนอกระบบ ประกอบอาชีพอิสระ ไม่มีนายจ้าง ก็สามารถลงทุนได้ และจะลงทุนเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ต้องลงทุนเป็นรายเดือนก็สามารถทำได้เช่นกัน อีกทั้งหากไม่พอใจผลงานของบริษัทที่จัดการลงทุนก็สามารถเปลี่ยนบริษัทได้โดยไม่ผิดกติกาใดๆ

แต่ในความที่ยืดหยุ่นกว่า ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน หลักๆ คือ ต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า  5,000  บาทต่อปี (จริงๆ ต่ำกว่านี้ได้ หากคำนวณแล้ว 3% ของรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท) โดยสามารถระงับการลงทุนได้เพียงครั้งละ 1 ปีเท่านั้น ซึ่งจะนำเงินที่ลงทุนไปแล้วออกมาได้ก็ต่อเมื่ออายุ 55 ปี และลงทุนมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี หากขายก่อน จะต้องคืนภาษีที่ได้รับการลดหย่อนใน  5  ปีสุดท้ายและผลตอบแทนจากการลงทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินด้วย

ในฐานะของคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อสร้างอนาคตเหมือนกัน และในฐานะของคนที่ทำงานในบริษัทจัดการลงทุนคนหนึ่ง ผมขอยืนยันว่าการลงทุนไม่ว่าทางใดก็ตาม ถือเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้อนาคตหลังเกษียณอายุ เรายังสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับขณะที่เรากำลังทำงานโดยไม่ลำบากครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ